พิพิธภัณฑ์ชาวยิว ณ กรุงเบอร์ลิน...สัญลักษณ์แห่งตัวตนของชนชาวยิว

โดย master_admin

Screen Shot 2558-08-13 at 8.01.46 PM

ในปี 1987 รัฐบาลเยอรมัน ณ กรุงเบอร์ลินได้จัดตั้งกิจกรรมการประกวดงานออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อทำการต่อเติมพิพิธภัณฑ์ชาวยิว เบอร์ลินดั้งเดิม ที่เคยเริ่มเปิดขึ้นเมื่อปี 1933 ก่อนจะถูกปิดตัวลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งในปี 1975 และผู้ชนะการประกวดในครั้งนี้ก็คือ แดเนียล ลิเบอสกินด์ ผลงานการออกแบบพิพิธภัณฑ์ชาวยิวของ แดเนียล ลิเบอสกินด์ นั้นนับว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นทั้งด้านการที่มีความสุดโต่งอยู่มากเลยทีเดียว ด้วยแนวคิดการออกแบบที่แสดงออกถึงชีวิตชาวยิวทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ได้อย่างชัดแจ้งในทุกๆรายละเอียด อาคารพิพิธภัณฑ์ชาวยิวที่ได้รับการต่อเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบของ แดเนียล ลิเบอสกินด์ นั้นเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีตัวตนอยู่ของชาวยิวในกรุงเบอร์ลินได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยการฝังรากเข้าไปในแก่นของเมืองด้วยวัฒนธรรมและสังคมของชาวยิวที่มีประวัติศาสตร์ที่ขืนข่มอันยาวนานมากับเมืองแห่งนี้ เพราะอาคารแห่งนี้ได้คืนความมีตัวตนของชาวยิว ที่ได้ถูกลบเลือนไปในช่วงสงครามโลกให้กลับคืนสู่กรุงเบอร์ลินอีกครั้งด้วยความสง่างามและเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน แนวคิดของการออกแบบอาคาร ประกอบไปด้วย 3 สิ่ง คือ ความสูญหาย ความว่างเปล่า และความล่องหน ซึ่งเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวยิวที่ได้ถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การปกครองของระบอบนาซี และแดเนียลก็ได้ใช้งานสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะในการสื่อถึงความรู้สึก 3 สิ่งนี้ได้อย่างงดงาม รูปแบบของอาคารนั้นประยุกต์มาจากสัญลักษณ์ดาวของเดวิด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์ศิษย์ทางด้านศาสนาของชาวยิว ประกอบกับการเชื่อมต่อจุดที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆต่างๆของกรุงเบอร์ลินในยุคสมัยสงครามโลก จึงได้ออกมาเป็นทรงตึกที่มีลักษณะเป็นทรงหยัก ตัดกับเส้นตรงระหว่างกลาง ซึ่งแดเนียลได้สร้างเข้าวงกรตกลายๆ ให้ผู้ที่เข้าชมได้เดินชมในขณะที่ซึมซับประสบการณ์และบรรยากาศ ความรู้สึกของชาวยิวในยุคสมัยสงครามโลกได้อย่างถ่องแท้ อาคารแห่งนี้ไม่มีทางเข้าจากภายนอก หากจะเข้าสู่อาคาร จะต้องเดินผ่านอุโมงค์ใต้ดินมาจากอาคารพิพิธภัณฑ์เก่า ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์การหลบซ่อนของชาวยิวในยุคนั้น ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด หลบหนีไปตามอุโมงค์ เพื่อรอดพ้นจากการไล่ล่าของนาซี อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ที่ลึกล้ำระหว่างวัฒนธรรมของชาวยิวและกรุงเบอร์ลินอีกด้วย ด้วยโครงสร้างที่ทำจากคอนกรีต และทางเดินที่มีแสงสว่างจำกัดด้วยตัวอาคารจะไม่มีหน้าต่างกระจกใสที่สามารถมองเห็นภายนอกได้ จะมีเพียงช่องแสงปะปรายเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกตื่นเต้น เปรียบเหมือนชาวยิวในยุคนั้น ในขณะที่ช่องแสงที่กระจายเป็นหย่อมๆก็จะเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังที่จะคอยให้กำลังใจชาวยิวในยุคนั้นให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และดิ้นรนเพื่อหาทางรอดพ้นจากเงื้อมมือของนาซี อาคารพิพิธภัณฑ์ชาวยิวที่ต่อเติมขึ้นใหม่จะพาผู้เข้าชมเดินผ่านส่วนของแกลอรี่ ช่องทางเดิน และทางตัน ซึ่งในส่วนของทางตัน จะเป็นส่วนของหอคอยฮอโลคอสต์ ที่จะมีเพียงช่องแสงสาดส่องลงมา ในขณะที่ผนังกระจกก็จะมีเรื่องราวของชาวยิวที่เสียชีวิตในยุคนั้นให้ผู้เข้าชมได้ชม การสิ้นสุดของทางเดินจะนำพาผู้เข้าชมออกมายังส่วนหย่อมที่เรียกว่า “Garden of Exile” ซึ่งจะเป็นเสาปูนสูงๆเรียงรายกัน 9 ต้น และสวนพันธ์ไม้ที่จะให้ความรู้สึกมึนงง และหลงทาง เปรียบเสมือนชาวยิวที่ได้หลบหนีระบอบนาซีออกนอกประเทศสำเร็จ แต่กลับไม่รู้ทิศทางชีวิตของตนเอง ว่าจะต้องดำเนินต่อไปอย่างไร พิพิธภัณฑ์ชาวยิว ณ กรุงเบอร์ลิน แห่งนี้ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ และวัฒนธรรมออกมาได้อย่างครบถ้วนและสง่างาม เป็นข้อพิสูจน์ว่างานสถาปัตยกรรมนั้นเป็นศิลปะที่สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกล้ำ ==== ติดตามผลงานหนังสือเล่มใหม่จาก afterword ภายใต้ชื่อ “จักรวาลใต้หลังคา” ได้เร็วๆนี้ www.afterword.co



0 Comments