บทเรียนจากพ่อถึงลูก ในวาระสุดท้ายของชีวิต

โดย master_admin

Council-of-Dads

ในวันที่เขาค้นพบว่าเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน สิ่งแรกที่ Bruce Feiler นึกถึงคือลูกสาวฝาแฝดของเขาทั้ง 2 คน บรูซคิดไปถึงวันที่เขาจะไม่มีโอกาสได้จูงมือลูกๆตัวน้อยเดินเล่น ไม่มีโอกาสได้ไปดูการแสดงบัลเล่ต์ของเด็กทั้ง 2 ไม่มีโอกาสได้พาเด็กหญิงทั้งคู่ไปส่งโรงเรียน ได้ดูพวกเธอเจริญเติบโต บรูซนึกถึงการที่เขาจะไม่มีโอกาสได้พบกับแฟนหนุ่มของลูก หรือจูงมือพวกเธอเดินเข้าโบสถ์ในวันแต่งงาน และสิ่งที่เขาคิดที่จะทำเพื่อพวกเธอ เพื่อให้พวกเธอไม่รู้สึกว่าขาดพ่อไปก็คือ... จัดตั้ง “สภาพ่อ” หรือ “Council of Dads” โดยให้บรรดาเพื่อนสนิทของเขาทำหน้าที่คุณพ่อแทนในวาระโอกาสต่างๆของชีวิตเด็กหญิงทั้ง 2

ในหนังสือเรื่อง “The Council of Dads” บรูซได้เล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิต เมื่อเขาต้องต่อสู้กับโรคร้าย และคิดไปถึงอนาคตของลูกสาวฝาแฝด 2 คน ในยามที่พวกเธอจะต้องเติบโตขึ้นต่อไปในโลกโดยที่จะไม่มีพ่ออย่างเขาเป็นส่วนร่วม บรูซติดต่อไปยังบรรดาเพื่อนสนิทของเขา และจัดตั้ง “สภาพ่อ” ขึ้นมา เพื่อนำทางลูกๆของเขาไปสู่เส้นทางชีวิตที่สมบูรณ์ บรูซตั้งใจไว้ว่า “สภาพ่อ” ที่เขาจัดตั้งขึ้นจะทำหน้าที่พ่อ หน้าที่ครู และหน้าที่เพื่อนที่ดีให้แก่เด็กๆทั้ง 2 และสอนให้พวกเธอได้รู้ถึงคุณค่าของคำว่าครอบครัว มิตรภาพ และบทเรียนสำคัญในการดำเนินชีวิต

เพื่อนคนแรกที่บรูซขอให้เข้าร่วม “สภาพ่อ” คือเจฟ เจฟเป็นคนที่ไม่เคยกลัวที่จะลุยไปข้างหน้า รักการผจญภัย และมักจะทำอะไรแผลงอยู่เสมอๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ที่บรูซและเจฟได้เดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกัน และเจฟก็ได้ชวนบรูซทำในสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน “เราไปคว่ำวัวกันเถอะ” เมื่อบรูซถามกลับไปว่าอะไรคือการ ‘คว่ำวัว’ เจฟตอบกลับมาว่า มันก็คือการที่เราย่องไปข้างหลังวัวที่กำลังยืนหลับอยู่ และก็ผลักมันให้ล้มลงเพื่อให้โคลนกระเด็นขึ้นมาไง! และในครั้งนั้น บรูซก็ได้ก้าวข้ามรั้ว และทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เมื่อเจฟขอให้เจฟมาเป็นหนึ่งในสมาชิก “สภาพ่อ” ให้กับลูกสาวทั้ง 2 คนของเขา เจฟจึงไม่ปฏิเสธ และสิ่งแรกที่เจฟจะสอนพวกเธอก็คือ “จงเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่นักท่องเที่ยว” และถึงแม้ว่าในโลกนี้จะไม่มีวัวตัวไหนยืนหลับจริงๆก็ตาม ในการเดินทางอย่ากลัวที่ลองอะไรใหม่ๆ ค้นหาอะไรใหม่ๆ ทุกๆครั้งที่มีโอกาสในการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ

บทเรียนที่ 2 ที่บรูซอยากจะฝากฝังไปยังลูกสาวของเขาทั้ง 2 มาจากเพื่อนที่ชื่อว่าเดวิด แบล็ค เดวิดเป็นนักล่าฝันคนหนึ่ง ที่ไม่เคยกลัวที่จะตามล่าหาความฝัน และสุดท้าย เหมือนคนทั่วๆไป เดวิดก็สามารถซื้อรถสปอร์ตเป็นของตัวเองได้เมื่อเขาอายุครบ 50 ปี บรูซเชื่อว่าบทเรียนที่สำคัญบทเรียนหนึ่งที่ลูกๆของเขาควรได้รับคือการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆที่จะเข้ามา และการตามล่าความฝันของตนเอง เมื่อเจฟถามเดวิดว่าบทเรียนที่เขาสามารถให้แก่นักล่าฝันได้คืออะไร เดวิดตอบ “จงเชื่อมั่นในตัวเอง” คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และมักจะมีกำแพงขวางกั้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่รู้ว่าจะก้าวผ่านมันไปได้อย่างไร เดวิดพูดง่ายๆว่า ”ก็อย่าไปคิดว่ากำแพงนั่นมีอยู่จริงสิ ผมไม่เคยเห็นกำแพงอะไรจะมาขวางกั้นผมได้เลยในชีวิต” เดวิดยังอธิบายต่อไปอีกว่าในบางช่วงของชีวิต คนเราก็มักจะต้องเผชิญหน้ากับกำแพงอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่คุณต้องทำคือหาทางปีนข้ามมัน มุดลอดมัน หรือเดินอ้อมมันไป แต่จงอย่าได้ยอมแพ้ต่อมันเป็นอันขาด

หลังจากที่เขาเริ่มป่วย บรูซก็ไม่สามารถเดินได้คล่องแคล่วเหมือนปกติอยู่ในระยะของการรักษา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจชวนลูกๆและภรรยาไปเดินเล่นที่สะพานบรู๊คลิน และด้วยความที่เขาจะต้องเดินไปพร้อมๆกับไม้ค้ำ จึงทำให้เขาเดินไปได้อย่างช้าๆด้วยความยากลำบาก แต่แล้วบรูซก็ได้สังเกตเห็นว่า การที่เราเดินได้ช้าลงก็มีเรื่องดีอยู่ไม่ใช่น้อย และบทเรียนหนึ่งที่บรูซจะฝากฝังไว้ให้แก่บุตรสาวของเขาทั้ง 2 คนคือ “จงเดินไปข้างหน้าช้าๆอย่างเต่า และหยุดมองโลกรอบๆตัวเรา” เพราะหากเรารีบเดิน การเดินทางของเราก็จะเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเพราะจะเป็นการเดินทางเพียงลำพังที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งรอบกาย แต่การเดินอย่างช้าๆ จะทำให้เราสามารถเดินไปด้วยกันกับคนที่เรารักได้อย่างมั่นคง

และอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่บรูซจะฝากเอาไว้ให้ลูกๆของเขาทั้ง 2 คนนั้น มาจากคุณหมอผู้รักษาเขาคือคุณหมอฮีลลิ่ง เมื่อบรูซถามคุณหมอว่า ถ้าจะมีซักหนึ่งบทเรียนที่คุณหมออยากจะสอนแก่ลูกๆเขา มันจะเป็นอะไร คุณหมอตอบกลับมาว่า “ผมก็จะสอนในสิ่งที่ผมรู้ คือ… ทุกๆคนเกิดมาต้องตาย… แต่ไม่ใช่ทุกๆคนหรอกนะ ที่จะมี ‘ชีวิต’ ที่เป็นชีวิตได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จงมีชีวิตที่เป็นชีวิต”  และนี่เป็นเพียงบทเรียนบางส่วนที่บรูซตั้งใจฝากฝังเอาไว้ให้กับลูกสาวทั้ง 2 คนของเขา ในยามที่เขาคิดว่าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต บรูซตั้งใจที่จะทำหน้าที่พ่อที่ดีที่สุดของลูกจนวินาทีสุดท้าย

และด้วยความโชคดีของเขา บรูซรักษาตัวจนหายขาดจากโรคร้าย แต่ถึงกระนั้นก็ยังตัดสินใจบันทึกบทเรียนเหล่านั้นลงในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “The Council of Dads” เพื่อรวบรวมบทเรียนอันมีค่าเหล่านั้นให้กับลูก และยังเป็นบันทึกบทเรียนที่คุณพ่อส่วนใหญ่ก็คงอยากจะฝากฝังต่อไปยังลูกๆของตนเอง

เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่ทำให้เราได้เห็นถึงคุณค่าในความรักที่พ่อคนหนึ่งพึงมีให้แก่ลูกๆของเขา เมื่อลูกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เขานึกถึงในทุกๆวาระของชีวิต

 

เรียบเรียงจาก vdo link: https://www.ted.com/talks/bruce_feiler_the_council_of_dads

====

#ร่วมรำลึกถึงสิ่งๆดีๆที่พ่อมีให้ลูก ร่วมระดมทุนหนุนหนังสือ ‪#‎พ่อไม่ได้ท้อง‬ ได้ที่ http://afterword.co/daddy-loves-you

 



0 Comments