เกิดมาเพื่อคิดดี...ทำดี...มีเมตตา

โดย master_admin

born2bgood

ในโลกและสังคมปัจจุบัน ชีวิตประจำวันของมนุษย์เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกๆวัน เราต้องเร่งรีบออกจากบ้าน ทำงานอย่างขะมักเขม้น จนแทบไม่มีเวลาให้กับสิ่งต่างๆรอบตัวหรือคนรอบข้าง และนับวันก็ดูเหมือนกับว่ามนุษย์เราจะคิดถึงแต่ตัวเอง และความต้องการของตัวเองมากขึ้น จนถึงขั้นเข้าข่ายเห็นแก่ตัว ไคลี่ย์ แฮมลิน จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ได้ทำการศึกษาโดยการเฝ้ามองปฏิกิริยาของเด็กอายุ 3 เดือน หลังจากได้ชมการแสดงตุ๊กตามือ ในเรื่องมีลูกหมาน่ารักตัวหนึ่งกำลังพยายามยกกระเป๋าหนักๆใบหนึ่ง และก็มีตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งเดินเข้ามาช่วย หลังจากนั้นเมื่อเจ้าหมาน้อยต้องพยายามยกกระเป๋าใบนั้นอีกครั้ง คราวนี้กลับมีกระต่ายใจร้ายกระโดดมาแย่งชิงกระเป๋าไป ผลลัพธ์ก็คือ เด็กน้อยกว่า 80-100% หันไปจ้องเจ้าตุ๊กตาใจดี ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าพวกเขาชอบตุ๊กตาใจดีมากกว่าเจ้ากระต่ายใจร้าย ไคลี่ย์จึงได้ข้อมูลสำคัญเพื่อหนุนสมมุติฐานที่ว่า มนุษย์เรานั้นก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเสมอไป แท้จริงแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมๆกันกับความเมตตา และยิ่งเรามีเมตตาให้กับสิ่งต่างๆมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับด้านนี้ของเรามากเท่านั้น ความจริงแล้ว ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ องค์ทะไลลามะได้กล่าวไว้เมื่อครั้งที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ “A Force for Good: The Dalai Lama’s Vision for Our World” ว่า ความเมตตาในมนุษย์นั้นก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อส่วนหนึ่ง ที่เมื่อได้รับการฝึกฝน ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงข้อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วในด้านวิทยาศาสตร์ และองค์ทะไลลามะก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ไม่แน่ว่าปัญหาต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนสามารถแก้ไขได้หากเราหันมาใช้พลังความเมตตา โรงเรียนบางโรงเรียน ได้มีการนำพาหลักสูตร “SEL – Social-Emotional Learning” มาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเป็นการฝึกทักษะในด้านการควบคุมอารมณ์ ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การค้นหาตัวเอง และการดำเนินชีวิตของเด็กๆ ซึ่งผลปรากฏว่า หลักสูตรดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เด็กๆเอาใจใส่กับสิ่งรอบข้างมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เด็กๆแสดงออกถึงความเมตตามากขึ้นด้วย เช่นการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น และอัตราการทะเลาะเบาะแว้งก็ลดลง ซึ่งจะทำให้เด็กๆสามารถทำความเข้าใจในเรื่องของการแข่งขันที่พบเจอในรั้วโรงเรียนได้ดียิ่งขึ้นด้วยการคิดบวก ผลวิจัยค้นพบว่าในสภาวะปกติ เด็กๆจะเริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้นเมื่อถึงวัยอายุ 5 ขวบ แต่หากมีการย้ำเตือนเด็กๆอย่างสม่ำเสมอถึงข้อดีของการทำความดีและมีเมตตา การหันไปเอาใจใส่แต่ความต้องการของตัวเองในเด็กวัย 5 ขวบก็จะลดน้อยลง และจากผลการศึกษาใน PLOS ปี 2012 ก็พบว่า เด็กๆที่มีความเมตตาสูงและหมั่นทำความดีมักจะได้รับความนิยมจากเพื่อนๆสูง และมีโอกาสโดนรังแกน้อยลง การฝึกฝนความมีเมตตาไม่เพียงแค่ส่งผลในวัยเด็กเท่านั้น จากงานวิจัยของสถาบัน Max Planck Institute ประเทศเยอรมนี ค้นพบว่า ความเมตตาในมนุษย์เราเป็นตัวกระตุ้นคลื่นสมองที่ทำให้เรามีความเอาใจใส่ลูกๆของเรา ซึ่งก็จะส่งผลให้เรามีความเมตตาต่อผู้อื่น และมีโอกาสให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ความเมตตายังมีส่วนกระตุ้นความรู้สึกดีในระบบประสาทของเราอีกด้วย เพราะฉะนั้น เราควรหันมาฝึกฝนที่จะทำความดี และมีเมตตากับเพื่อนมนุษย์ให้มากๆนะคะ เรียบเรียงจาก: http://www.washingtonpost.com/news/inspired-life/wp/2015/06/23/wired-for-kindness-science-shows-we-prefer-compassion-and-our-capacity-grows-with-practice/ ==== มาส่งเสริมให้เด็กๆทำความดี มีเมตตาให้แก่เพื่อนๆกันนะคะ #เพราะใครๆก็ใส่แว่นตา #เป็นเรื่องธรรมดาอย่าอายอะไร ร่วมระดมทุนหนังสือ “เด็กแว่น” กับ afterword ได้ที่ www.afterword.co/little4eyes



0 Comments