บล็อก

บล็อกของ afterword | หนังสืออ่านเรา | บอร์ดเกมไม่ geek | รูปเล่า | ฮึบ ฮึบ ฮิปสเตอร์ | แอบอยู่ข้างหลัง | มุมมองความรักแบบคิ้วต่ำ

พิพิธภัณฑ์ชาวยิว ณ กรุงเบอร์ลิน...สัญลักษณ์แห่งตัวตนของชนชาวยิว

Screen Shot 2558-08-13 at 8.01.46 PM

ในปี 1987 รัฐบาลเยอรมัน ณ กรุงเบอร์ลินได้จัดตั้งกิจกรรมการประกวดงานออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อทำการต่อเติมพิพิธภัณฑ์ชาวยิว เบอร์ลินดั้งเดิม ที่เคยเริ่มเปิดขึ้นเมื่อปี 1933 ก่อนจะถูกปิดตัวลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งในปี 1975 และผู้ชนะการประกวดในครั้งนี้ก็คือ แดเนียล ลิเบอสกินด์ ผลงานการออกแบบพิพิธภัณฑ์ชาวยิวของ แดเนียล ลิเบอสกินด์ นั้นนับว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นทั้งด้านการที่มีความสุดโต่งอยู่มากเลยทีเดียว ด้วยแนวคิดการออกแบบที่แสดงออกถึงชีวิตชาวยิวทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเหตุการณ์ฮอโลคอสต์ได้อย่างชัดแจ้งในทุกๆรายละเอียด อาคารพิพิธภัณฑ์ชาวยิวที่ได้รับการต่อเติมขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบของ แดเนียล ลิเบอสกินด์ นั้นเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีตัวตนอยู่ของชาวยิวในกรุงเบอร์ลินได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยการฝังรากเข้าไปในแก่นของเมืองด้วยวัฒนธรรมและสังคมของชาวยิวที่มีประวัติศาสตร์ที่ขืนข่มอันยาวนานมากับเมืองแห่งนี้ เพราะอาคารแห่งนี้ได้คืนความมีตัวตนของชาวยิว ที่ได้ถูกลบเลือนไปในช่วงสงครามโลกให้กลับคืนสู่กรุงเบอร์ลินอีกครั้งด้วยความสง่างามและเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน แนวคิดของการออกแบบอาคาร ประกอบไปด้วย 3 สิ่ง คือ ความสูญหาย ความว่างเปล่า และความล่องหน ซึ่งเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวยิวที่ได้ถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การปกครองของระบอบนาซี และแดเนียลก็ได้ใช้งานสถาปัตยกรรมเป็นศิลปะในการสื่อถึงความรู้สึก 3 สิ่งนี้ได้อย่างงดงาม รูปแบบของอาคารนั้นประยุกต์มาจากสัญลักษณ์ดาวของเดวิด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์ศิษย์ทางด้านศาสนาของชาวยิว ประกอบกับการเชื่อมต่อจุดที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆต่างๆของกรุงเบอร์ลินในยุคสมัยสงครามโลก จึงได้ออกมาเป็นทรงตึกที่มีลักษณะเป็นทรงหยัก ตัดกับเส้นตรงระหว่างกลาง ซึ่งแดเนียลได้สร้างเข้าวงกรตกลายๆ ให้ผู้ที่เข้าชมได้เดินชมในขณะที่ซึมซับประสบการณ์และบรรยากาศ ความรู้สึกของชาวยิวในยุคสมัยสงครามโลกได้อย่างถ่องแท้ อาคารแห่งนี้ไม่มีทางเข้าจากภายนอก หากจะเข้าสู่อาคาร จะต้องเดินผ่านอุโมงค์ใต้ดินมาจากอาคารพิพิธภัณฑ์เก่า ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์การหลบซ่อนของชาวยิวในยุคนั้น ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด หลบหนีไปตามอุโมงค์ เพื่อรอดพ้นจากการไล่ล่าของนาซี อีกทั้งยังเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ของสายสัมพันธ์ที่ลึกล้ำระหว่างวัฒนธรรมของชาวยิวและกรุงเบอร์ลินอีกด้วย ด้วยโครงสร้างที่ทำจากคอนกรีต และทางเดินที่มีแสงสว่างจำกัดด้วยตัวอาคารจะไม่มีหน้าต่างกระจกใสที่สามารถมองเห็นภายนอกได้ จะมีเพียงช่องแสงปะปรายเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกตื่นเต้น เปรียบเหมือนชาวยิวในยุคนั้น ในขณะที่ช่องแสงที่กระจายเป็นหย่อมๆก็จะเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังที่จะคอยให้กำลังใจชาวยิวในยุคนั้นให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และดิ้นรนเพื่อหาทางรอดพ้นจากเงื้อมมือของนาซี อาคารพิพิธภัณฑ์ชาวยิวที่ต่อเติมขึ้นใหม่จะพาผู้เข้าชมเดินผ่านส่วนของแกลอรี่ ช่องทางเดิน และทางตัน ซึ่งในส่วนของทางตัน จะเป็นส่วนของหอคอยฮอโลคอสต์ ที่จะมีเพียงช่องแสงสาดส่องลงมา ในขณะที่ผนังกระจกก็จะมีเรื่องราวของชาวยิวที่เสียชีวิตในยุคนั้นให้ผู้เข้าชมได้ชม การสิ้นสุดของทางเดินจะนำพาผู้เข้าชมออกมายังส่วนหย่อมที่เรียกว่า “Garden of Exile” ซึ่งจะเป็นเสาปูนสูงๆเรียงรายกัน 9 ต้น และสวนพันธ์ไม้ที่จะให้ความรู้สึกมึนงง และหลงทาง เปรียบเสมือนชาวยิวที่ได้หลบหนีระบอบนาซีออกนอกประเทศสำเร็จ แต่กลับไม่รู้ทิศทางชีวิตของตนเอง ว่าจะต้องดำเนินต่อไปอย่างไร พิพิธภัณฑ์ชาวยิว ณ กรุงเบอร์ลิน แห่งนี้ เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ และวัฒนธรรมออกมาได้อย่างครบถ้วนและสง่างาม เป็นข้อพิสูจน์ว่างานสถาปัตยกรรมนั้นเป็นศิลปะที่สามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตมนุษย์ได้อย่างลึกล้ำ ==== ติดตามผลงานหนังสือเล่มใหม่จาก afterword ภายใต้ชื่อ “จักรวาลใต้หลังคา” ได้เร็วๆนี้ www.afterword.co

อ่านเอาสุข

reading-for-pleasure

“นับว่าฉันเป็นคนโชคดีคนหนึ่งเลยล่ะ เมื่องานอดิเรกตั้งแต่สมัยเด็กๆได้กลายมาเป็นอาชีพที่ไฝ่ฝัน” บารอนเนส เกล รีบัค แห่งสำนักพิมพ์เพนกวิน แรนดอม เฮาส์ กล่าว หลังจากที่เธอได้เริ่มเข้าทำงานที่สำนักพิมพ์แห่งนี้ในฐานะผู้ช่วยบรรณาธิการ เกลก็ค้นพบว่าเธอไม่เคยหยุดซื้อหนังสือดีๆซักเล่มเพื่อความสำราญใจได้เลย เกลและเพื่อนๆได้จัดตั้ง Quick Reads ขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้คนเห็นความสำคัญของการอ่าน และหลงรักในการอ่านเหมือนอย่างเธอ เพราะเธอเชื่อว่าหนังสือไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อให้ความรู้และส่งเสริมการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความสุขทางใจให้แก่ผู้อ่านอีกด้วย สำหรับเกลแล้ว หนังสือมีความสำคัญทางด้านจิตใจมากในทุกๆช่วงของชีวิต บางครั้งเธอก็ชอบที่จะแบ่งปันเรื่องราวดีๆจากหนังสือที่ได้อ่านให้แก่คนในครอบครัวและเพื่อนๆของเธอ แต่ในบางคราวเธอก็ชอบที่จะเก็บความสุขที่ได้รับจากการอ่านหนังสือดีๆเอาไว้คนเดียว สำหรับเธอหนังสือคือแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต และในยามที่เธอประสบกับช่วงแย่ๆของชีวิต หนังสือก็สามารถที่จะเยียวยาจิตใจเธอได้ จากการศึกษาของ Galaxy หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของ Quick Reads พบว่า ผู้ที่ใช้เวลากับการอ่านเพียง 30 นาทีต่ออาทิตย์มีโอกาสที่จะพึงพอใจในชีวิตของตนเองมากกว่าปกติถึง 20% คนเหล่านี้มักจะยอมรับในตัวตนของตัวเอง และมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะการช่วยให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน ผ่านเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวหนังสือบนหน้ากระดาษที่ผู้เขียนกลั่นออกมาจากความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ต่างๆที่ได้สะสมมาในชีวิต การอ่านจึงกลายเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างโลกสองโลก และนำพาผู้อ่านไปยังโลกแห่งจินตนาการที่พวกเขาไม่เคยได้พบเจอ นอกจากนั้น การอ่านยังทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเปิดโลกทัศน์ของผู้อ่านด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป จึงทำให้ผู้อ่านเปิดรับความคิดที่แตกต่างได้มากขึ้น การอ่านจึงเปรียบเสมือนการเดินทางไปยังดินแดนที่แปลกใหม่อยู่เสมอ และมักจะสร้างความบันเทิงให้กับชีวิตที่ยุ่งเหยิงของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ==== afterword สนับสนุนให้คนไทยอ่านหนังสือได้มากกว่า 8 บรรทัด เพื่อความสุขทางใจในการได้อ่าน ร่วมระดมทุนกับโครงการหนังสือ “แปดบรรทัดครึ่ง: หนังสือธุรกิจ เล็ก สั้น ขยันอ่าน” ได้แล้ววันนี้  

ประวัติศาสตร์การอ่าน

readinghistory

“หนังสือคือหลักฐานว่ามนุษย์สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้” – Carl Sagan และแม้ว่านักเขียนจะเป็นผู้จุดประกายเวทย์มนตร์ให้เกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่จะนำพาปาฏิหาริย์ลงมาจุติได้แท้จริงแล้วคือจินตนาการของผู้อ่าน แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ ว่ามนุษย์เราเรียนรู้ทักษะในการอ่านมาจากที่ใด? ในหนังสือเรื่อง “A History of Reading” โดย Steven Roger Fischer ผู้เขียนได้บรรยายถึงประวัติศาสตร์การอ่าน ตั้งแต่การสื่อสารด้วยสัญลักษณ์ ไปจนถึงการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ ในหนังสือเล่มนั้น Steven Roger Fischer ได้กล่าวเอาไว้ว่า “เปรียบดังเสียงดนตรีที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ การที่ได้อ่านหนังสือคือการหล่อเลี้ยงจิตใจ” เพราะการอ่าน คือการเปิดโลกใหม่ให้เราได้พบพาน เพราะการอ่าน คือการสร้างแรงบันดาลใจ และก็เพราะการอ่านอีกนั่นเอง ที่จะเชื่อมเราเข้าสู่สิ่งต่างๆรอบตัวเรา และเพราะการอ่าน คือการคืนความหมายให้กับชีวิต และหากจะเปรียบเทียบกันระหว่างการอ่านและการเขียน ทั้ง 2 ทักษะคือความแตกต่างที่เปรียบเสมือน หยิน กับ หยาง การเขียนคือการเผยแพร่ข้อความออกสู่สาธารณะชน ในขณะที่การอ่านคือความรู้สึกนึกคิดในโลกส่วนตัว การเขียนคือการแสดงความรู้สึกภายในสู่ภายนอก แต่การอ่านคือการนำพาความรู้สึกภายนอกฝังลึกสู่ภายใน การเขียนมีขีดจำกัด แต่การอ่านนั้นเปิดกว้างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การเขียนคือการหยุดเวลาไว้ชั่วขณะ แต่การอ่านคือการก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาอันเป็นนิรันดร์ และในขณะที่การเขียนจะให้ความสำคัญกับตัวหนังสือ และความสละสลวยของเสียงพูด การอ่านคือการให้ความสำคัญกับความหมายที่ถูกสื่อออกไป แท้จริงแล้วศักยภาพในการอ่านแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทักษะในการเขียน เพราะการอ่านคือความสามารถที่จะเข้าใจความหมายจากตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ ผู้อ่านใช้สัญลักษณ์เหล่านั้นเพื่อรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ในความทรงจำ และทำการ “แปล” ความหมายของข้อความที่ผู้เขียนสร้างขึ้น แต่หากลองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่าการอ่านไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอไป เพราะก่อนหน้านี้ การอ่านคือการทำความเข้าใจในความหมายของสื่อภาพ จากนั้นก็ได้กลายมาเป็นการทำความเข้าใจตัวหนังสือที่ถูกขีดเขียนอยู่บนพื้นผิวต่างๆ จนในปัจจุบัน การอ่านคือการทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้สลักลงบนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ และในอนาคต การอ่านก็อาจจะพัฒนาต่อไปอีกเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนี่เอง คือมหัศจรรย์ของการอ่าน เรียบเรียงจาก: http://www.brainpickings.org/2012/10/26/a-history-of-reading/ ==== #เพราะการอ่านคือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต afterword #สนับสนุนให้คนไทยรักการอ่าน #ร่วมระดมทุนโครงการหนังสือต่างๆของ afterword ได้ที่ www.afterword.co 11713763_386026564921637_2387815174812297410_o  

กิจวัตร(ไม่)ประจำวันของมนุษย์ฟรีแลนซ์

 

หากคุณเป็นมนุษย์ฟรีแลนซ์ และจะมีใครซักคนถามคุณว่าชีวิตประจำวันของการทำงานเป็นฟรีแลนซ์ คุณทำอะไรบ้าง มันคงจะเป็นคำถามที่คุณเองก็คงไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรดี เพราะชีวิตการเป็นฟรีแลนซ์มักจะมาควบคู่กับตารางเวลาที่ไม่มีความแน่นอน และชีวิตคุณในแต่ละวันก็แทบไม่เคยซ้ำกันเลย อันที่จริง ชีวิตความเป็นฟรีแลนซ์นั้นแทบจะไม่เคยรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า “กิจวัตรประจำวัน” เลยด้วยซ้ำ

ในบางครั้ง มนุษย์ฟรีแลนซ์บางคนอาจจะดูเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายวัน และก็พร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ แต่ในความเป็นจริงนั่นก็เป็นเพราะพวกเขาอาจต้องนอนไม่เป็นเวลาเนื่องจากต้องประสานงานกับลูกค้าต่างประเทศต่างเวลา และส่วนมากก็มักจะเป็นการประชุมผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์จากบ้าน และหลายๆครั้งก็มักจะเป็นการสื่อสารและทำงานกันผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเวลาอยู่ข้างนอก และบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นฟรีแลนซ์ จึงมักจะต้องรับงานมากกว่าหนึ่งงาน และแต่ละงานก็มักจะมีเนื้องานที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เรียกได้ว่าไม่เคยอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า “งานประจำ” เลยก็ว่าได้ และด้วยเหตุนี้ มนุษย์ฟรีแลนซ์จึงมักจะต้องเผชิญกับกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับเนื้องานนั้นๆที่ได้รับมา จึงมักจะต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงและสิ่งท้าทายใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ฟรีแลนซ์ก็คือ การเปิดโอกาสตัวเองด้วยการเข้าร่วมงานสัมมนา และงานสังสรรค์ต่างๆอย่างสม่ำเสมอ เพื่อขยายเครือข่ายของคนรู้จักให้กว้างขึ้น เพราะนั่นก็เท่ากับการเพิ่มโอกาสในการได้รับงานใหม่ๆนั่นเอง เพราะฉะนั้นคุณก็มักจะเห็นพวกเขาโผล่ไปตามงานอีเว้นต่างๆมากมาย เรียกได้ว่า หากมีโอกาสเข้าร่วมอีเว้นไหน พวกเขาก็จะพาตัวเองออกไปอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดนี้ พวกเขาต้องพยายามจัดตารางเวลาให้พอดีกับการทำงานต่างๆอีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าก็มักจะเป็นการจัดตารางเวลาแบบเฉพาะหน้าเป็นส่วนมาก จึงเรียกได้ว่ายากนักที่จะรู้ได้ถึงตารางเวลาที่แน่นอนในแต่ละวัน และหากจะให้สรุปภาพรวมของการดำเนินชีวิตในแบบของฟรีแลนซ์แล้วละก็ คงจะเรียกได้ว่า เป็นชีวิตที่มักจะวนเวียนอยู่กับหลัก 3C ซึ่งก็คือ coffee (กาแฟ) chaos (ความวุ่นวาย) และ creativity (ความสร้างสรรค์) นั่นเอง เพราะชีวิตฟรีแลนซ์มักจะเป็นชีวิตที่ถูกดึงดูดได้ด้วยความท้าทายอยู่เสมอ   เรียบเรียงจาก: http://www.creativedigest.co.uk/freelance-lifestyle-the-routine-of-no-routine/ ภาพประกอบ: “Nut.Dao” ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร ศิลปินเจ้าของผลงาน “Inseparable” === afterword สนับสนุนเนื้อหาที่มีคุณภาพ #ร่วมระดมทุนกับโครงการหนังสือภาพ "Inseperable" ได้ที่ www.afterword.co/inseparable 11713763_386026564921637_2387815174812297410_o

เมื่อเด็กน้อยรักการอ่าน...แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือ

matthewflores แมทธิว หนุ่มน้อยวัย 12 ปี รักการอ่านเป็นที่สุด และสิ่งที่เขามักจะหยิบขึ้นมาอ่านอยู่เป็นประจำก็คือ จดหมายขยะทั้งหลายที่ใครหลายๆคนไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับโฆษณา ใบประกาศ หรืออะไรก็ตาม เด็กน้อยก็จะหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะนอกจากสื่อเหล่านี้แล้ว เขาก็ไม่รู้จะไปอ่านหนังสือที่ไหนได้ และเมื่อ รอน บุรุษไปรษณีย์ในละแวกนั้นได้พบเข้ากับแมทธิวระหว่างออกส่งจดหมายในวันหนึ่ง เด็กน้อยก็ถามกับเขาว่าพอจะมีแผ่นพับเหลือให้เขาบ้างไหม ซึ่งทำให้รอนประหลาดใจไม่น้อย เด็กหนุ่มบอกกับเขาว่าเขาอยากจะได้หนังสือมาอ่าน แต่ในเมื่อไม่มีอย่างน้อยก็ขออ่านแผ่นพับที่ไม่เป็นที่ต้องการก็ยังดี รอนได้แนะนำเด็กน้อยให้ไปหาหนังสืออ่านตามห้องสมุดชุมชน แต่คำตอบที่ได้รับช่างบีบคั้นหัวใจเขายิ่งนัก เมื่อแมทธิวบอกกับเขาว่า เขาไม่รู้จะไปห้องสมุดยังไง ในเมื่อเขาไม่มีรถ  และก็ไม่มีเงินขึ้นรถเมล์ด้วย เมื่อรอนได้ยินเช่นนั้น จึงได้เริ่มประกาศรับบริจาคหนังสือให้กับแมทธิวด้วยความเห็นใจ เพราะในขณะที่เด็กคนอื่นๆร้องเรียกอยากได้ไอแพด เครื่องเล่นเกมส์ และของเล่นต่างๆนาๆ แต่แมทธิวกับร้องขอหนังสือ และแววตาของเขาก็เป็นประกายลุกวาว เมื่อได้ยินรอนบอกว่าจะช่วยหาหนังสือมาให้อ่าน ในเวลาไม่นาน ผู้คนมากมายต่างก็ร่วมใจกันบริจาคหนังสือให้กับหนุ่มน้อยผู้นี้ และหนังสือต่างๆก็ถูกส่งมาให้กับแมทธิวจากทั่วโลก หนังสือนับร้อยเล่มถูกส่งมาให้กับแมทธิว เมื่อเด็กน้อยได้รับหนังสือเล่มแรก เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่ามีคนส่งหนังสือมาให้เขาจริงๆ แมทธิวดีใจมาก และยังบอกอีกด้วยว่าอยากที่จะแบ่งปันหนังสือเหล่านี้ให้กับเด็กคนอื่นๆ ในขณะที่ตัวเขาเองก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะอ่านหนังสือที่ได้รับมาให้หมดทุกเล่ม เพราะยิ่งอ่านมากก็ยิ่งรู้มาก เรียบเรียงจาก: http://www.huffingtonpost.com/entry/boy-asks-mailman-junk-mail-books-read_55b6b002e4b0224d88338ba4 ==== Afterword สนับสนุนการอ่านเนื้อหาดีๆ ร่วมระดมทุนกับโครงการหนังสือต่างๆของ afterword ได้ที่ www.afterword.co

จะเป็นคนเก็บตัว...จะเป็นคนเปิดเผย...หรือจะเดินสายกลาง?

11541928_385044811686479_9011014737485429050_n

เบอร์นาโด มักจะชอบมีเวลาส่วนตัว และเขาก็มักจะใช้เวลานั้นสำหรับการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย หรือทำงาน ในบางโอกาส เมื่อเขาได้ออกไปพบปะเพื่อนฝูง เขาก็อาจจะนั่งเงียบๆ เพื่อคอยสังเกตลักษณะท่าทางต่างๆของผู้คนโดยรอบ และในบางครั้งเมื่อเขาออกไปทำธุระข้างนอก เขาก็มักจะหลีกเลี่ยงผู้คนที่เขารู้จัก เพราะขี้เกียจที่จะต้องเข้าไปทักทายพูดคุยในเรื่องสัพเพเหระต่างๆเพราะมันเสียเวลา แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่มีสังคมหรือเพื่อนฝูง เพราะเขามักจะแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อผู้คนที่เขาพบเจออยู่เสมอ มักจะชวนผู้คนต่างๆพูดคุย และสร้างเพื่อนใหม่ในทุกๆที่ที่เขาไป ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านกาแฟ ยิม หรือระหว่างรอขึ้นเครื่องในสนามบิน และตามงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ ก็มักจะเป็นเบอร์นาโดนี่แหละ ที่เป็นคนเปิดฟลอร์เต้นรำ รู้อย่างนี้แล้ว คุณจะเรียกว่าเบอร์นาโดเป็นคนแบบไหนกัน? คนเก็บตัว (Introvert) ? หรือคนเปิดเผย (Extrovert) ? แท้จริงแล้ว เบอร์นาโด เป็นลูกผสมของทั้งสองอย่าง (Ambivert) เพราะเขาเลือกที่จะเดินสายกลางนั่นเอง ในงานศึกษาวิจัยบุคลิกต่างๆมักจะแบ่งแยกบุคลิกของคนเป็น 2 ชนิด คือ คนเก็บตัว (Introvert) กับ คนเปิดเผย (Extrovert) ซึ่งแท้จริงแล้ว บุคลิกทั้ง 2 ด้านนี้ล้วนอยู่บนสเปกตรัมเดียวกัน แม้จะอยู่กันคนละขั้วก็ตาม และในระหว่างขั้วสุดต่างทั้ง 2 ก็จะมีสิ่งที่อยู่ตรงกลาง หากแต่ดีกรีของความเป็น Introvert และ Extrovert ก็จะมากน้อยต่างกันไป และในช่วงกลางนี้เองที่เราเรียกว่า Ambivert หรือมนุษย์สายกลาง ซึ่งจะสามารถแปรเปลี่ยนความเปิดเผยไปได้ในแต่ละสถานการณ์ และนักวิจัยทางด้านบุคลิกภาพและพฤติกรรมศาสตร์ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจคนกลุ่มนี้มากขึ้น ด้วยเชื่อว่าเพราะความสามารถในการปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ อาจมีข้อได้เปรียบมากกว่าคนทั่วไปที่แสดงถึงความเป็นคนสุดโต่งอย่างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญเชื่อว่าลักษณะบุคลิกความเป็น Introvert และ Extrovert นั้นมักจะเป็นอะไรที่คนเราแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก และยากที่จะแปรเปลี่ยนไปตามอายุ ด้านหนึ่งก็คือกลุ่มคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนเปิดเผย หรือ Extrovert ที่มีความบ้าพลังและมักจะแสดงออกมาจากโจ่งแจ้ง คนกลุ่มนี้จะชอบทำตัวให้เป็นศูนย์กลางของผู้คน ชอบที่จะทำงานร่วมกับคนหมู่มาก และมักจะคิดจากการที่ได้พูด คนกลุ่มนี้จะรู้สึกศูนย์เสียพลังในการทำงาน หากจะต้องทำอะไรด้วยตนเอง ในอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นด้านของคนที่มักจะเก็บตัวอยู่คนเดียว หรือ Introvert ที่จะมีพลังซ่อนอยู่ภายใน คนกลุ่มนี้มักจะชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรืออยู่กับคนหมู่น้อย พวกเขามักจะรู้สึกศูนย์เสียพลังงานหากจะต้องทำงากับคนหมู่มาก หรือจะต้องสังสรรค์กับผู้คนมากมาย Introvert มักจะคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะพูดอะไรออกไป และระหว่างกลางของคน 2 กลุ่มนี้ ก็จะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Ambivert หรือมนุษย์สายกลาง ที่ในบางทีก็ดูเหมือนจะเป็น Introvert แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะเป็น Extrovert ได้เช่นกันในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป คนกลุ่มนี้มักจะมีบคลิกภาพที่มีความสมดุลระหว่างทั้ง 2 ขั้ว ที่จะว่าเป็นคนพูดมากก็ไม่ใช่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่พูดอะไรเลยและเก็บตัวอยู่คนเดียว Ambivert จะสามารถเดินสายกลางได้อย่างสง่างาม พวกเขาสามารถอ่านสถานการณ์ได้ดีกว่า Introvert และ Extrovert ว่าเมื่อไหร่ควรพูด เมื่อไหร่ควรฟัง เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ 2 บุคลิก ที่มักจะมีทักษะหลากหลายด้าน และสามารถเข้ากันได้ดีกับคนหลากหลายประเภท ในงานศึกษาจากวารสาร Psychological Science 2013 ที่ได้ทำการศึกษาพนักงาน Call Center กว่า 340 คนค้นพบว่า คนที่มีความเป็น Ambivert มักจะเป็นพนักงานขายได้ดีกว่าคนทั่วไป เพราะคนกลุ่มนี้จะสามารถเข้าถึงคนได้หลากหลายกว่าคนที่มีบุคลิกเป็น Introvert หรือ Extrovert ชัดเจน และศาสตราจารย์กรานต์จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก็ได้ลงความเห็นว่า คนกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษในด้านการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ และมักจะมีทักษะเฉพาะที่จะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในด้านการใช้ชีวิต รวมถึงการใช้ชีวิตคู่ได้ดี ในทางกลับกัน ศจ.กรานต์ กล่าวว่า ข้อเสียของ Ambivert อาจจะอยู่ตรงที่ บางที ด้วยความไม่แน่ใจในคนเองว่าเป็นคนที่รักสันโดษหรือรักสังคม Ambivert อาจจะสับสนได้ว่าอะไรคือสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยกระตุ้นให้พวกเขาทำงานได้ดี และทางออกที่ดีที่สุดอาจเป็นการปล่อยสิ่งต่างๆไปตามสถานการณ์ แทนที่จะคิดมากจนเกินไปกับเรื่องการแสดงออกทางด้าน Introvert หรือ Extrovert หากคุณคิดว่าคุณเป็น Ambivert แล้วละก็ จงปล่อยตัวไปตามสายลม แล้วทำในสิ่งที่คุณมีความสุขที่สุดในแต่ละสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน   เรียบเรียงจาก: http://www.wsj.com/articles/not-an-introvert-not-an-extrovert-you-may-be-an-ambivert-1438013534?mod=e2fb ภาพประกอบ: "Nut.Dao" ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร ศิลปินเจ้าของผลงาน "Inseparable" === afterword สนับสนุนเนื้อหาที่มีคุณภาพ #ร่วมระดมทุนกับโครงการหนังสือของเราได้ที่ www.afterword.co  

สร้างให้มากขึ้น...ผลาญให้น้อยลง ตอนที่ 3: ผู้ให้

giving and receiving

หากคุณไม่รู้จักผู้หญิงที่ชื่อว่าเซลีน่า ซู (Selena Soo) เราจะขอเล่าเรื่องของเธอให้ฟังซักหน่อยแล้วกัน ซูเป็นโค้ชด้านธุรกิจและการโฆษณา และภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี สามารถสร้างรายได้จาก $0 เป็น $157,000 ได้อย่างรวดเร็ว เคล็ดรับของเธอน่ะหรือ? เธอเพียงแต่เรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้ให้” เท่านั้นเอง เพราะอะไรที่เรามอบให้แก่ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้เราจะไม่ได้คาดหวังสิ่งตอบแทนก็ตาม เราก็มักจะได้รับสิ่งดีๆกลับคืนมา ซูเล่าว่า ก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาที่เธอรู้สึกว่าอาชีพการงานของเธอไม่สุขสมใจเท่าไหร่นั้น เธอได้เริ่มอ่านงานเขียนของนักเขียนหลายๆท่านที่เล่าถึงการนำมาซึ่งอิสระทางการเงิน และเธอก็ใฝ่ฝันที่จะไปถึงจุดนั้นให้ได้เช่นกัน และในวันหนึ่ง เธอก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต เธอยุติการเสพเนื้อหาจากคนอื่น และเริ่มเขียนเนื้อหาขึ้นด้วยตัวของเธอเอง โดยการเริ่มแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้สร้างแรงบันดาลใจและที่ปรึกษา ซึ่งได้นำพาให้เธอมารู้จักกับนักเขียน New York Times Best Seller อย่าง Sethi ซูได้รับคำขอร้องจาก Sethi ให้ช่วยติชมผลงานการเขียนของเขา และสิ่งที่ ซู ทำนั้นเหนือความคาดหมายของ Sethi มาก เธอส่งรายงานบทวิเคราะห์งานเขียนของ Sethi แบบละเอียดไปให้เขา และมันทำให้ผลงานของซูโดดเด่นในสายตาของ Sethi เพราะสิ่งที่เธอมอบให้เขามันมีค่ามากมายมหาศาล ในการศึกษาของ ซู ในครั้งนี้ เธอได้กล่าวถึง 4 วิธีการที่เธอใช้ เพื่อเชื่อมสะพานไปสู่ผู้สร้างแรงบันดาลใจต่างๆดังนี้:
  1. เริ่มจากการค้นหาผู้สร้างแรงบันดาลใจต่างๆในสายอาชีพของคุณ และทำรายการสิ่งที่คุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ ศึกษาดูว่ามีใครบ้างที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่คุณตั้งไว้สำหรับตัวเอง และเลือกคนที่เป็นแรงบันดาลใจ 3 อันดับต้นของคุณที่คุณต้องการจะทำความรู้จัก
  2. ศึกษาถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการ แล้วคิดวิธีการที่คุณจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พวกเขาได้
  3. เริ่มต้นติดต่อพวกเขา และเสนอสิ่งที่คุณสามารถทำเพื่อช่วยเหลือเขาได้ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซู เริ่มต้นจุดนี้ด้วยการเข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ เพื่อทำความรู้จักผู้คนมากขึ้นและเข้าร่วมเครือข่ายต่างๆ
  4. ติดตามผล และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีโดยค่อยๆทำให้พวกเขาเริ่มนึกถึงคุณและผลงานที่คุณสร้างให้แก่เขา ใช้ Social Media ต่างๆในการโปรโมทผลงานของผู้สร้างแรงบันดาลใจของคุณ และหมั่นส่งข้อความเข้าสู่หน้า Facebook ของพวกเขา
และนี่ก็คือคำชี้แนะที่ซูทิ้งเอาไว้ให้คุณได้เริ่มต้นสร้างผลงานของคุณเอง เพียงคุณเริ่มต้นจากการให้... คุณก็ได้เริ่มต้นหนทางที่จะเป็นผู้สร้างได้แล้ววันนี้ ==== afterword #สนับสนุนทุกๆหนทางแห่งความคิดสร้างสรรค์ ร่วมระดมทุนกับหนังสือภาพ “Inseparable” ผลงานจิตกรหนุ่มผู้สร้างผลงานภาพศิลป์สะท้อนความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆในจักรวาลได้แล้ววันนี้ ที่ www.afterword.co/inseparable

สร้างให้มากขึ้น…ผลาญให้น้อยลง ตอนที่ 2: กล้าที่จะเสี่ยง!

risk taker

ก่อนที่ CEO สาวในนาม Teneshia Jackson Warner เจ้าของโครงการ The Dream Project Symposium จะเริ่มต้นสร้างกิจการของตัวเอง เธอก็เป็นเพียงพนักงารประจำปกติทั่วไปที่เข้างานเป็นเวลา 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นอยู่ทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนคือการที่เธอได้ตระหนักว่า หากเธอไม่เริ่มต้นที่จะเปลี่ยน ชีวิตเธอก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม “ครั้งหนึ่งฉันได้ไปร่วมงานเสวนางานหนึ่ง แล้วบังเอิญได้พบเข้ากับ Russell Simmons” เธอกล่าว “และในครั้งนั้นเองที่ฉันพบว่านี่คือโอกาสทองของฉันแล้ว ฉันเลยเสนอตัวที่จะทำงานให้กับเขาในฐานะอาสาสมัครคนหนึ่ง เพื่อแลกกับการที่ฉันจะได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานกับเขา เขาทิ้งเบอร์แฟกซ์ของเขาไว้ให้ฉัน และเชื่อมั้ยว่า 30 วันให้หลัง ฉันส่งแฟกซ์ Resume ไปให้เขาทุกๆวัน” และสุดท้ายวิธีการของเธอก็เป็นผล เธอได้เข้าไปทำงานให้กับ Russell Simmons ในฐานะอาสาสมัครคนหนึ่ง และได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำงานมากมาย ซึ่งก็ได้นำพาให้เธอเริ่มก่อตั้งกิจการของตัวเองในที่สุด ซึ่งก็คือบริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาดที่ชื่อว่า Egami Consulting Group และสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนสามารถเรียนรู้จากหญิงผู้กล้าคนนี้ก็คือ เธอไม่มีวันยอมให้โอกาสหลุดมือไป ในชนิดที่เรียกว่ากัดไม่ปล่อยเลยทีเดียว เธอกล้าที่จะเสี่ยงอยู่นาน 30 วันเต็ม และในที่สุด ความกล้าของเธอก็ส่งผล “ทุกๆสิ่งที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยได้มาง่ายๆ และหายากยิ่ง” – Baruch Spinoza สำหรับ Teneshia Jackson Warner แล้ว หนทางที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางที่เธอวาดฝันไว้นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย  แต่เธอก็ไม่เคยย่อท้อ เพราะเธอรู้ว่าหากสามารถไปได้ถึงจุดหมายแล้วล่ะก็ มันช่างเป็นอะไรที่คุ้มค่า ที่จะต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดทั้งปวง แล้วคุณล่ะ หากคุณมีความฝันที่อยากจะไปให้ถึงจุดหมาย คุณกล้าที่จะเสี่ยงเพื่อให้ได้มันมาหรือไม่? ==== เพียงคุณกล้าคิด เราก็พร้อมที่จะสนับสนุน afterword #สนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ ร่วมระดมทุนกับหนังสือภาพ “Inseparable” ผลงานจากศิลปินหนุ่มดาวรุ่ง “นัทดาว” ได้ที่ www.afterword.co/inseparable

สร้างให้มากขึ้น...ผลาญให้น้อยลง ตอนที่ 1: ลงมือทำ

81MlNEwS6qL

มีบุคคลผู้หนึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่า “มนุษย์เรามีอยู่ 3 ประเภท: นักสร้าง นักผลาญ นักทำลาย เราทุกคนมีทางเลือก ว่าจะเลือกอยู่ในกลุ่มไหน ฉันได้แต่หวังว่าซักวันหนึ่ง โลกเราจะอย่างแรกมากขึ้น และอีกสองอย่างลดน้อยลง หากวันนั้นมาถึง โลกของเราคงจะเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มากกว่านี้หลายเท่าตัว” ยกตัวอย่างง่ายๆ ในปัจจุบัน ชีวิตที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆมากมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน ทีวี แท็บเล็ต และในหนึ่งชั่วโมงเราได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทความ รายงานข่าว บทวิเคราะห์ รีวิวสินค้า และเกร็ดความรู้ต่างๆมากมายก่ายกอง ลองนึกดูสิว่าคุณใช้เวลาอยู่กับเครื่องมือเหล่านี้วันละกี่ชั่วโมง และปริมาณข้อมูลข่าวสารต่างๆเหล่านี้ที่คุณได้รับในหนึ่งวันนั้นมากมายเพียงใด ในทางกลับกัน หากคุณลองถามตัวคุณเองดูบ้าง ว่าแล้วในหนึ่งชั่วโมงที่ว่านี้ คุณใช้เวลาลองสร้างสรรค์บทความงานเขียนของคุณเองมากน้อยแค่ไหน หรือในหนึ่งวัน คุณได้ลองสร้างสรรค์การเขียนของคุณเองบ้างแล้วหรือยัง หากคำตอบของคำถามข้อหลังนั้นคือน้อยมาก และหากมันเป็นเรื่องจริงในชีวิตของคนส่วนมาก เราคงจะมีปัญหาแล้วล่ะ เพราะนั่นเท่ากับว่า ในบรรดามนุษย์ 3 ประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้นั้น เรากำลังขาดสมดุลในจำนวนของมนุษย์กลุ่มแรก หรือนักสร้างนั่นเอง เพราะฉะนั้น เราควรจะหันมาผันตัวเองให้เป็นนักสร้างกันมากขึ้น และสิ่งแรกที่เราควรทำก็คือ: เริ่มลงมือทำ เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ในนามว่า เจสัน ซุก คือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายๆคน ในการเริ่มลงมือทำ เมื่อไม่นานมานี้ เจสัน ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “Creativity for Sale” ซึ่งเล่าถึงประสบการณ์ของเขาในการทำเงินได้ $1,000,000 จากการใส่เสื้อยืดธรรมดาเพื่อโปรโมทแบรนด์สินค้าต่างๆ และก่อนที่เขาจะเริ่มเขียนหนังสือเล่มนั้น เจสัน สามารถหาเงินได้มากถึง $75,000 จากเพียงค่าสปอนเซอร์เท่านั้น เจสันกล่าวเอาไว้ว่า: “เมื่อคนเราเอาแต่ใช้และไม่เคยคิดจะสร้าง เราจะเริ่มบั่นทอนพรสวรรค์ของตัวเราเอง” เจสัน จึงได้ให้คำแนะนำที่จะช่วยทำให้เราผันตัวมาเป็นนักสร้างเอาไว้ 4 ข้อดังนี้:
  1. ปิดอีเมล์ซะ ปิดไปไม่กี่ชั่วโมงไม่ถึงกับตายหรอก เมื่อคุณกลับไปเปิดดูมันใหม่ อีเมล์ต่างๆเหล่านั้นก็ไม่ได้หายไปไหนนิ
  2. ลองจัดพื้นที่สำหรับการลงมือทำงานสร้างสรรค์ขึ้นมาสิ สร้างพื้นที่ที่จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และสามารถสร้างสรรค์ผลงานต่างๆขึ้นมาได้ อย่างพื้นที่ของ เจสัน นั้นคือแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า Letterspace ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะทำให้เขาสามรถสร้างสรรค์งานเขียนได้
  3. ปิดสัญญาณเตือนต่างๆให้หมด โดยเฉพาะสัญญาณเตือนต่างๆบนโทรศัพท์มือถือของคุณ อย่าให้ชีวิตของคุณถูกครอบงำโดยอุปกรณ์เหล่านั้น
  4. ปิดแทบบราวเซอร์ของคุณให้หมด โดยเฉพาะแทบโซเชียลมีเดียทั้งหลาย เพราะมันจะทำลายสมาธิในการทำงานของคุณ และจะทำให้คุณสร้างสรรค์งานต่างๆได้น้อยลง
“เพราะชีวิตของเรานั้นมีเอาไว้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับโลก ไม่ใช่แค่ล้างผลาญโลกที่มีผู้อื่นคอยสร้างขึ้นมาให้ไปวันๆ” – James Clear ได้กล่าวไว้   เรียบเรียงจาก: http://www.entrepreneur.com/article/247084 ==== afterword #ร่วมสนับสนุนผลงานของนักคิดสร้างสรรค์ทุกๆคน ร่วมระดมทุนกับหนังสือภาพ “Inseparable” ได้ที่ www.afterword.co/inseparable  

คิดสร้างสรรค์ให้ได้อย่างเด็กๆ

afterword_wp01 เมื่อผู้ผลิตของเล่นเด็กชื่อดังอย่างเลโก้ ได้สร้างสรรค์ของเล่นชิ้นโปรดของเด็กๆขึ้นมา ด้วยตัวต่อครบชิ้นและขั้นตอนประกอบที่ชัดเจน เพื่อให้เด็กๆสามารถสร้างตัวละครที่พวกเขาชอบขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กน้อยแกะกล่องเลโก้ เทชิ้นส่วนออกมา และประกอบตามคู่มืออย่างแม่นยำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวละครที่เขาชอบได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นเด็กน้อยก็จะนำมันไปวางเอาไว้บนชั้น ในที่ที่เขามั่นใจว่ามันจะปลอดภัย และไม่มีใครสามารถแกะมันออกมาได้ มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ? ในเมื่อวัตถุประสงค์หลักของของเล่นประเภทตัวต่อ ไม่ว่าจะเป็นเลโก้หรืออะไรก็ตาม ต่างก็สร้างมาเพื่อให้เด็กได้ทดลองต่อ แกะออก แล้วเล่นซ้ำไม่ใช่หรือ? นี่มันเป็นการฆ่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กชัดๆ แต่ของเล่นสมัยนี้ก็มักจะออกมาในรูปแบบที่มีขั้นตอนวิธีการเล่นอย่างชัดเจน บ้างก็มีวิดีโอประกอบเพื่อที่จะสอนวิธีเล่นที่ถูกต้อง จนเด็กๆแทบจะไม่ต้องใช้จินตนาการอีกแล้ว ว่าพวกเขาจะเล่นกับของเล่นที่ได้มาอย่างไร และถึงแม้ว่าคุณจะเกิดขึ้นมาในยุคสมัยที่ของเล่นยังมีพื้นที่ให้กับการใช้จินตนาการอยู่มาก แต่เมื่อคุณโตขึ้น ความคิดสร้างสรรค์ที่คุณเคยมีในวัยเด็ก ก็จะมาดับสูญไปในชีวิตของการเป็นผู้ใหญ่อยู่ดี เมื่อเราต้องดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของกฎเกณฑ์ต่างๆ กรอบการทำงานที่รัดกุม หรือความคาดหวังของสังคมก็ดี และถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยให้การดำเนินของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มันกลับเป็นตัวบ่อนทำลายความสร้างสรรค์ และความสามารถที่จะคิดและทำอะไรใหม่ๆของเราเอง แล้วเราจะกู้คืนความสร้างสรรค์ในตัวเราได้อย่างไรดีล่ะ? วิธีการนั้นแสนจะง่าย เพียงแค่เรานำพาตัวเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ไปเป็นเด็ก ในยุคที่เราสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่นของเล่น ในการสมมุติถึงเหตุการณ์จำลองต่างๆ และกระตุ้นต่อมความสร้างสรรค์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในที่ทำงาน ขั้นแรกคือการจัดสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงานให้คล้ายคลึงกับสนามเด็กเล่น ไม่ว่าจะเป็นพื้นสี การออกแบบแผนผังต่างๆ หรือแม้กระทั่งเสียงดนตรี และที่สำคัญ ทุกๆคนในทีมควรจะได้รับการผ่อนปรนให้สามารถออกแบบพื้นที่ในการทำงานของตัวเองได้ตามแบบที่ชอบ และกระตุ้นให้คนในทีมงานหมั่นคิดนอกกรอบ ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์อยู่บ่อยๆ เพื่อที่จะได้มีไอเดียใหม่ๆออกมาอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้งหมดนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก หากเจ้านายในสถานที่ทำงานของคุณไม่เปิดรับความคิดใหม่ๆ คุณเคยสังเกตเวลาเด็กๆสนทนากันบ้างหรือไม่ พวกเขามักจะมีจินตนาการเป็นเลิศ ในวงสนทนาของเด็ก ดูเหมือนในโลกนี้มันจะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้เอาซะเลย และยิ่งจินตนาการของพวกเขาหลุดโลกมากเท่าไหร่ เด็กๆคนอื่นๆก็จะยิ่งช่วยกันเสริมจินตนาการให้เจิดจรัสขึ้นไปอีกอย่างกระตือรือร้น เพราะฉะนั้น หากมีการเสนอไอเดียในทีม ทุกๆความคิดเห็นควรได้รับการรับฟัง ไม่ว่าไอเดียนั้นจะเพี้ยนซักแค่ไหน และแน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญอีกประการที่ทำได้ยากนักสำหรับคนทั่วไปก็คือ การยินดีกับความล้มเหลว เคยสังเกตบ้างหรือไม่ เมื่อเด็กๆวิ่งเล่นแล้วหกล้ม พวกเขาอาจจะร้องไห้เพราะเจ็บ แต่เมื่อหายเจ็บก็จะลุกขึ้นแล้วก็วิ่งเล่นใหม่ แทนที่จะกลัวจนไม่กล้าวิ่งเล่นต่อไปจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พวกเขาเพียงแค่เรียนรู้ที่จะไม่วิ่งสะดุดก้อนหินก้อนเดิมก็เท่านั้น แต่ในชีวิตของผู้ใหญ่นั้นตรงกันข้าม เพื่อผู้ใหญ่หลายๆคนต่างก็หวาดกลัวความล้มเหลวกันจนขยาด แต่ในความเป็นจริง ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เราเพียงแค่ต้องก้าวผ่านมันไปเหมือนที่เด็กๆลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อไปได้ เราเพียงแค่ต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ผิดพลาดแล้วทดลองอะไรใหม่ๆต่อไป และสุดท้าย รำลึกไว้เสมอว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ในชีวิตคนเรามักจะโดนตีกรอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อมูล และหลักฟิสิกส์หรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่จะฆ่าความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ ซึ่งหากคุณหยุดคิดถึงคำว่า “เป็นไปไม่ได้” เมื่อไหร่ คุณจะพบว่าหากทุกๆคนในทีมมีความมุ่งมั่น ทุมเท และพยายามค้นหาทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงฝัน คุณจะตกใจว่าพวกคุณสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ใครๆคิด เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว อย่าหยุดฝัน แล้วลองกลับไปเป็นเด็กดูซักครั้ง เพื่อชุบชีวิตความคิดสร้างสรรค์ของคุณกลับคืนมา   เรียบเรียงจาก: http://www.entrepreneur.com/article/247176 ==== #สนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ ร่วมระดมทุนกับหนังสือภาพ “Inseparable” ได้ที่ www.afterword.co/inseparable  

เกิดมาเพื่อคิดดี...ทำดี...มีเมตตา

born2bgood

ในโลกและสังคมปัจจุบัน ชีวิตประจำวันของมนุษย์เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทุกๆวัน เราต้องเร่งรีบออกจากบ้าน ทำงานอย่างขะมักเขม้น จนแทบไม่มีเวลาให้กับสิ่งต่างๆรอบตัวหรือคนรอบข้าง และนับวันก็ดูเหมือนกับว่ามนุษย์เราจะคิดถึงแต่ตัวเอง และความต้องการของตัวเองมากขึ้น จนถึงขั้นเข้าข่ายเห็นแก่ตัว ไคลี่ย์ แฮมลิน จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ได้ทำการศึกษาโดยการเฝ้ามองปฏิกิริยาของเด็กอายุ 3 เดือน หลังจากได้ชมการแสดงตุ๊กตามือ ในเรื่องมีลูกหมาน่ารักตัวหนึ่งกำลังพยายามยกกระเป๋าหนักๆใบหนึ่ง และก็มีตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งเดินเข้ามาช่วย หลังจากนั้นเมื่อเจ้าหมาน้อยต้องพยายามยกกระเป๋าใบนั้นอีกครั้ง คราวนี้กลับมีกระต่ายใจร้ายกระโดดมาแย่งชิงกระเป๋าไป ผลลัพธ์ก็คือ เด็กน้อยกว่า 80-100% หันไปจ้องเจ้าตุ๊กตาใจดี ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าพวกเขาชอบตุ๊กตาใจดีมากกว่าเจ้ากระต่ายใจร้าย ไคลี่ย์จึงได้ข้อมูลสำคัญเพื่อหนุนสมมุติฐานที่ว่า มนุษย์เรานั้นก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเสมอไป แท้จริงแล้ว มนุษย์เราเกิดมาพร้อมๆกันกับความเมตตา และยิ่งเรามีเมตตาให้กับสิ่งต่างๆมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับด้านนี้ของเรามากเท่านั้น ความจริงแล้ว ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ องค์ทะไลลามะได้กล่าวไว้เมื่อครั้งที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ “A Force for Good: The Dalai Lama’s Vision for Our World” ว่า ความเมตตาในมนุษย์นั้นก็เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อส่วนหนึ่ง ที่เมื่อได้รับการฝึกฝน ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงข้อนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วในด้านวิทยาศาสตร์ และองค์ทะไลลามะก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า ไม่แน่ว่าปัญหาต่างๆในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ล้วนสามารถแก้ไขได้หากเราหันมาใช้พลังความเมตตา โรงเรียนบางโรงเรียน ได้มีการนำพาหลักสูตร “SEL – Social-Emotional Learning” มาใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อเป็นการฝึกทักษะในด้านการควบคุมอารมณ์ ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การค้นหาตัวเอง และการดำเนินชีวิตของเด็กๆ ซึ่งผลปรากฏว่า หลักสูตรดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เด็กๆเอาใจใส่กับสิ่งรอบข้างมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เด็กๆแสดงออกถึงความเมตตามากขึ้นด้วย เช่นการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น และอัตราการทะเลาะเบาะแว้งก็ลดลง ซึ่งจะทำให้เด็กๆสามารถทำความเข้าใจในเรื่องของการแข่งขันที่พบเจอในรั้วโรงเรียนได้ดียิ่งขึ้นด้วยการคิดบวก ผลวิจัยค้นพบว่าในสภาวะปกติ เด็กๆจะเริ่มเห็นแก่ตัวมากขึ้นเมื่อถึงวัยอายุ 5 ขวบ แต่หากมีการย้ำเตือนเด็กๆอย่างสม่ำเสมอถึงข้อดีของการทำความดีและมีเมตตา การหันไปเอาใจใส่แต่ความต้องการของตัวเองในเด็กวัย 5 ขวบก็จะลดน้อยลง และจากผลการศึกษาใน PLOS ปี 2012 ก็พบว่า เด็กๆที่มีความเมตตาสูงและหมั่นทำความดีมักจะได้รับความนิยมจากเพื่อนๆสูง และมีโอกาสโดนรังแกน้อยลง การฝึกฝนความมีเมตตาไม่เพียงแค่ส่งผลในวัยเด็กเท่านั้น จากงานวิจัยของสถาบัน Max Planck Institute ประเทศเยอรมนี ค้นพบว่า ความเมตตาในมนุษย์เราเป็นตัวกระตุ้นคลื่นสมองที่ทำให้เรามีความเอาใจใส่ลูกๆของเรา ซึ่งก็จะส่งผลให้เรามีความเมตตาต่อผู้อื่น และมีโอกาสให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ความเมตตายังมีส่วนกระตุ้นความรู้สึกดีในระบบประสาทของเราอีกด้วย เพราะฉะนั้น เราควรหันมาฝึกฝนที่จะทำความดี และมีเมตตากับเพื่อนมนุษย์ให้มากๆนะคะ เรียบเรียงจาก: http://www.washingtonpost.com/news/inspired-life/wp/2015/06/23/wired-for-kindness-science-shows-we-prefer-compassion-and-our-capacity-grows-with-practice/ ==== มาส่งเสริมให้เด็กๆทำความดี มีเมตตาให้แก่เพื่อนๆกันนะคะ #เพราะใครๆก็ใส่แว่นตา #เป็นเรื่องธรรมดาอย่าอายอะไร ร่วมระดมทุนหนังสือ “เด็กแว่น” กับ afterword ได้ที่ www.afterword.co/little4eyes

บทเรียนจากพ่อถึงลูก ในวาระสุดท้ายของชีวิต

Council-of-Dads

ในวันที่เขาค้นพบว่าเขาเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นาน สิ่งแรกที่ Bruce Feiler นึกถึงคือลูกสาวฝาแฝดของเขาทั้ง 2 คน บรูซคิดไปถึงวันที่เขาจะไม่มีโอกาสได้จูงมือลูกๆตัวน้อยเดินเล่น ไม่มีโอกาสได้ไปดูการแสดงบัลเล่ต์ของเด็กทั้ง 2 ไม่มีโอกาสได้พาเด็กหญิงทั้งคู่ไปส่งโรงเรียน ได้ดูพวกเธอเจริญเติบโต บรูซนึกถึงการที่เขาจะไม่มีโอกาสได้พบกับแฟนหนุ่มของลูก หรือจูงมือพวกเธอเดินเข้าโบสถ์ในวันแต่งงาน และสิ่งที่เขาคิดที่จะทำเพื่อพวกเธอ เพื่อให้พวกเธอไม่รู้สึกว่าขาดพ่อไปก็คือ... จัดตั้ง “สภาพ่อ” หรือ “Council of Dads” โดยให้บรรดาเพื่อนสนิทของเขาทำหน้าที่คุณพ่อแทนในวาระโอกาสต่างๆของชีวิตเด็กหญิงทั้ง 2

ในหนังสือเรื่อง “The Council of Dads” บรูซได้เล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิต เมื่อเขาต้องต่อสู้กับโรคร้าย และคิดไปถึงอนาคตของลูกสาวฝาแฝด 2 คน ในยามที่พวกเธอจะต้องเติบโตขึ้นต่อไปในโลกโดยที่จะไม่มีพ่ออย่างเขาเป็นส่วนร่วม บรูซติดต่อไปยังบรรดาเพื่อนสนิทของเขา และจัดตั้ง “สภาพ่อ” ขึ้นมา เพื่อนำทางลูกๆของเขาไปสู่เส้นทางชีวิตที่สมบูรณ์ บรูซตั้งใจไว้ว่า “สภาพ่อ” ที่เขาจัดตั้งขึ้นจะทำหน้าที่พ่อ หน้าที่ครู และหน้าที่เพื่อนที่ดีให้แก่เด็กๆทั้ง 2 และสอนให้พวกเธอได้รู้ถึงคุณค่าของคำว่าครอบครัว มิตรภาพ และบทเรียนสำคัญในการดำเนินชีวิต

เพื่อนคนแรกที่บรูซขอให้เข้าร่วม “สภาพ่อ” คือเจฟ เจฟเป็นคนที่ไม่เคยกลัวที่จะลุยไปข้างหน้า รักการผจญภัย และมักจะทำอะไรแผลงอยู่เสมอๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ที่บรูซและเจฟได้เดินทางไปเที่ยวยุโรปด้วยกัน และเจฟก็ได้ชวนบรูซทำในสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน “เราไปคว่ำวัวกันเถอะ” เมื่อบรูซถามกลับไปว่าอะไรคือการ ‘คว่ำวัว’ เจฟตอบกลับมาว่า มันก็คือการที่เราย่องไปข้างหลังวัวที่กำลังยืนหลับอยู่ และก็ผลักมันให้ล้มลงเพื่อให้โคลนกระเด็นขึ้นมาไง! และในครั้งนั้น บรูซก็ได้ก้าวข้ามรั้ว และทำในสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เมื่อเจฟขอให้เจฟมาเป็นหนึ่งในสมาชิก “สภาพ่อ” ให้กับลูกสาวทั้ง 2 คนของเขา เจฟจึงไม่ปฏิเสธ และสิ่งแรกที่เจฟจะสอนพวกเธอก็คือ “จงเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่นักท่องเที่ยว” และถึงแม้ว่าในโลกนี้จะไม่มีวัวตัวไหนยืนหลับจริงๆก็ตาม ในการเดินทางอย่ากลัวที่ลองอะไรใหม่ๆ ค้นหาอะไรใหม่ๆ ทุกๆครั้งที่มีโอกาสในการเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ

บทเรียนที่ 2 ที่บรูซอยากจะฝากฝังไปยังลูกสาวของเขาทั้ง 2 มาจากเพื่อนที่ชื่อว่าเดวิด แบล็ค เดวิดเป็นนักล่าฝันคนหนึ่ง ที่ไม่เคยกลัวที่จะตามล่าหาความฝัน และสุดท้าย เหมือนคนทั่วๆไป เดวิดก็สามารถซื้อรถสปอร์ตเป็นของตัวเองได้เมื่อเขาอายุครบ 50 ปี บรูซเชื่อว่าบทเรียนที่สำคัญบทเรียนหนึ่งที่ลูกๆของเขาควรได้รับคือการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆที่จะเข้ามา และการตามล่าความฝันของตนเอง เมื่อเจฟถามเดวิดว่าบทเรียนที่เขาสามารถให้แก่นักล่าฝันได้คืออะไร เดวิดตอบ “จงเชื่อมั่นในตัวเอง” คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และมักจะมีกำแพงขวางกั้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่รู้ว่าจะก้าวผ่านมันไปได้อย่างไร เดวิดพูดง่ายๆว่า ”ก็อย่าไปคิดว่ากำแพงนั่นมีอยู่จริงสิ ผมไม่เคยเห็นกำแพงอะไรจะมาขวางกั้นผมได้เลยในชีวิต” เดวิดยังอธิบายต่อไปอีกว่าในบางช่วงของชีวิต คนเราก็มักจะต้องเผชิญหน้ากับกำแพงอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่คุณต้องทำคือหาทางปีนข้ามมัน มุดลอดมัน หรือเดินอ้อมมันไป แต่จงอย่าได้ยอมแพ้ต่อมันเป็นอันขาด

หลังจากที่เขาเริ่มป่วย บรูซก็ไม่สามารถเดินได้คล่องแคล่วเหมือนปกติอยู่ในระยะของการรักษา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจชวนลูกๆและภรรยาไปเดินเล่นที่สะพานบรู๊คลิน และด้วยความที่เขาจะต้องเดินไปพร้อมๆกับไม้ค้ำ จึงทำให้เขาเดินไปได้อย่างช้าๆด้วยความยากลำบาก แต่แล้วบรูซก็ได้สังเกตเห็นว่า การที่เราเดินได้ช้าลงก็มีเรื่องดีอยู่ไม่ใช่น้อย และบทเรียนหนึ่งที่บรูซจะฝากฝังไว้ให้แก่บุตรสาวของเขาทั้ง 2 คนคือ “จงเดินไปข้างหน้าช้าๆอย่างเต่า และหยุดมองโลกรอบๆตัวเรา” เพราะหากเรารีบเดิน การเดินทางของเราก็จะเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเพราะจะเป็นการเดินทางเพียงลำพังที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งรอบกาย แต่การเดินอย่างช้าๆ จะทำให้เราสามารถเดินไปด้วยกันกับคนที่เรารักได้อย่างมั่นคง

และอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่บรูซจะฝากเอาไว้ให้ลูกๆของเขาทั้ง 2 คนนั้น มาจากคุณหมอผู้รักษาเขาคือคุณหมอฮีลลิ่ง เมื่อบรูซถามคุณหมอว่า ถ้าจะมีซักหนึ่งบทเรียนที่คุณหมออยากจะสอนแก่ลูกๆเขา มันจะเป็นอะไร คุณหมอตอบกลับมาว่า “ผมก็จะสอนในสิ่งที่ผมรู้ คือ… ทุกๆคนเกิดมาต้องตาย… แต่ไม่ใช่ทุกๆคนหรอกนะ ที่จะมี ‘ชีวิต’ ที่เป็นชีวิตได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จงมีชีวิตที่เป็นชีวิต”  และนี่เป็นเพียงบทเรียนบางส่วนที่บรูซตั้งใจฝากฝังเอาไว้ให้กับลูกสาวทั้ง 2 คนของเขา ในยามที่เขาคิดว่าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต บรูซตั้งใจที่จะทำหน้าที่พ่อที่ดีที่สุดของลูกจนวินาทีสุดท้าย

และด้วยความโชคดีของเขา บรูซรักษาตัวจนหายขาดจากโรคร้าย แต่ถึงกระนั้นก็ยังตัดสินใจบันทึกบทเรียนเหล่านั้นลงในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า “The Council of Dads” เพื่อรวบรวมบทเรียนอันมีค่าเหล่านั้นให้กับลูก และยังเป็นบันทึกบทเรียนที่คุณพ่อส่วนใหญ่ก็คงอยากจะฝากฝังต่อไปยังลูกๆของตนเอง

เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่ทำให้เราได้เห็นถึงคุณค่าในความรักที่พ่อคนหนึ่งพึงมีให้แก่ลูกๆของเขา เมื่อลูกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เขานึกถึงในทุกๆวาระของชีวิต

 

เรียบเรียงจาก vdo link: https://www.ted.com/talks/bruce_feiler_the_council_of_dads

====

#ร่วมรำลึกถึงสิ่งๆดีๆที่พ่อมีให้ลูก ร่วมระดมทุนหนุนหนังสือ ‪#‎พ่อไม่ได้ท้อง‬ ได้ที่ http://afterword.co/daddy-loves-you

 

แรงจูงใจของผู้หญิง...คืออะไร?

11717378_389672764557017_7678957182143043376_o

 

แครอล เดว็ค (Carol Dweck) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของแรงจูงใจ จากมหาวิทยาลัย แสตนฟอร์ดได้ออกมาเปิดเผยผ่านการวิจัยของเธอ ถึงวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการชื่นชมและผลักดันผู้หญิง!

เธอได้ค้นพบว่าเด็กผู้หญิงนั้นค่อนข้างจะเข้าใจยากนิดหน่อยเมื่อพูดถึงเรื่องคำชม “สิ่งที่เราได้พบคือ เมื่อเราชื่นชมใครสักคน และบอกพวกเขาว่า ‘คุณเก่งในด้านนี้นะ’ ครั้งต่อไปที่พวกเขาทำไม่สำเร็จในสิ่งๆนั้น พวกเขาจะคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถในด้านนั้น “ ศ.เดว็ค กล่าว “จริงๆแล้วมันสำคัญกว่าที่จะชื่นชมขั้นตอนการทำงานของพวกเขา ไม่ใช่ความเก่งหรือความฉลาด

นอกจากนี้ในงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า เด็กผู้หญิงมักจะคิดว่าความสามารถต่างๆของคนเรานั้นตายตัว เด็กผู้หญิงมักเชื่อว่าความสามารถพิเศษของคนคนหนึ่งนั้นจะติดตัวมาตั้งแต่เกิดหรือไม่ก็ไม่มีอยู่เลย ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ของผู้หญิงทำให้ สาวๆส่วนใหญ่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆที่เข้ามาโดยที่หลงคิดไปว่าตัวเองไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาได้! “จากวิชาทั้งหมดทั้งปวงที่มีอยู่บนโลกนี่ คนเราคิดว่าเลขคือวิชาที่ยากที่สุดต่อการฝึกฝน” แครอลกล่าว “ มันเป็นพรสวรรค์ คุณมีมันมาตั้งแต่เกิดหรือไม่ก็ไม่มีเลย” และเพราะความเช่ือเหล่านี้แหละ เมื่อผู้หญิงประสบปัญหาในสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ หรือไม่สามารถทำตามที่ตัวเองตั้งเป้าหมายไว้ได้ พวกเขาจะเลือกที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาหรือวิชาเหล่านั้น

“เรามีผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่เชื่อว่าความสามารถทางคณิตสาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่สามารถฝึกได้ สามารถเรียนรู้เลขได้ดีกว่า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากกับวิชานี้หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมด้านลบ “ เพื่อจะหยุดความเชื่อเดิมๆนี้ ศ.เดว็คแนะนำว่าผู้ปกครองควรชื่นชมและผลักดันเด็กๆ ให้ทำอะไรใหม่ๆ หรือลองท้าทายกับสิ่งที่พวกเขา’ไม่เก่ง’ หรือยังไม่เคยลอง มากกว่าการให้คำชมเด็กๆเมื่อได้เกรดสูงๆ หรือตอบคำถามได้ถูกต้อง เธอสรุปว่า “เด็กๆที่ได้รับคำชมให้ลองเปลี่ยนแนวทาง หรือการทดลองทำอะไรยากๆ คือเด็กๆ ที่จะเติบโตมาเป็นผู้รักความท้าทาย “ เรียบเรียงจาก http://

ww2.kqed.org/mindshift ==== #จะลูกสาวหรือลูกชายพ่อก็รักได้ทุกคน ร่วมระดมทุนหนังสือ #พ่อไม่ได้ท้อง ได้ที่www.afterword.co/daddy-loves-you

เรียกว่าสร้างสรรค์...หรือว่าบ้า?

Screen Shot 2558-07-02 at 4.42.16 PM จะว่าไปแล้วในอดีตกาล เราก็มักจะเห็นนักคิดหัวครีเอตหลายต่อหลายคน ที่ส่อแววถึงความบ้าอยู่นิดๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินชื่อดังอย่างวินเซนต์ แวน โก๊ะ ซึ่งดูจะไม่ได้โก๊ะเพียงแค่ชื่อ หรือแม้กระทั่งยุคดึกดำบรรพ์อย่างมนุษย์ยุคกรีกเอง ก็ยังคงมีบันทึกไว้ถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างศิลปินผู้มีความสร้างสรรค์ กับความเพี้ยนและไม่ปกติของพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบัน จากการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ค้นพบแล้วว่าระหว่างความสร้างสรรค์และความบ้านั้นมีความเชื่อมโยงกันอยู่จริง นักวิทยาศาสตร์จากบริษัท deCODE ประเทศไอซ์แลนด์ได้ค้นพบว่า DNA ของมนุษย์เรานั้นมีส่วนในเรื่องการเชื่อมโยงกันระหว่างความสร้างสรรค์และความบ้า และหลายๆครั้งก็ได้พบว่าอาการของโรคอารมณ์สองขั้ว หรือโรคไบโพล่าร์ และอาการทางสมองต่างๆมักจะพบมากในสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความสร้างสรรค์ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าคนที่อยู่ในสายงานด้านศิลปะและความสร้างสรรค์ต่างๆมีโอกาสแสดงอาการผิดปกติทางจิตมากกว่าคนที่ทำงานในสายอาชีพปกติถึง 25% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์จะต้องแสดงอาการทางจิตไปเสียทุกคน ซึ่งจากการศึกษาของอัลเบิร์ต ร็อทเธนเบิร์ก จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า ผู้ชนะรางวัลโนเบลที่เขาได้มีโอกาสสัมภาษณ์เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาทั้งหมด 45 คน ไม่มีใครแสดงอาการผิดปกติเลยซักคนเดียว เพราะฉะนั้น ศจ.อัลเบิร์ต จึงสรุปได้ว่า อาการผิดปกติทางจิตของมนุษย์เรานั้นไม่ได้มีต้นเหตุมาจากความมีความคิดสร้างสรรค์ เช่นเดียวกันนั้น คุณก็ไม่ได้บ้าเพียงเพราะว่าคุณทำงานในสายงานด้านศิลป์ ในทางกลับกันสาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์เราเริ่มแสดงอาการทางจิตไม่ได้มาจากความสร้างสรรค์ในตัว แต่มาจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือการยึดติดกับงานมากจนเกินไปต่างหาก เรียบเรียงจาก: http://www.buzzworthy.com/genetic-link-between-creativity-and-mental-illness/ ภาพประกอบโดย:  ‘Nut.Dao’ ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร ==== afterword ‪#‎สนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ ร่วมระดมทุนกับผลงานหนังสือภาพจากศิลปินหนุ่ม Nut.Dao กับผลงานหนังสือพับ Accordion Book 4 เล่ม 4 เรื่องราวในชื่อเรื่อง “Inseparable” ได้แล้ววันนี้ที www.afterword.co/inseparable  

ความคิดสร้างสรรค์...ใครจะเข้าใจ?

[caption id="attachment_5548" align="aligncenter" width="540"]NutDao ภาพประกอบโดย Nut.Dao - ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร[/caption] เคยบ้างไหม ในเวลาที่คุณกำลังพยายามอธิบายถึงความคิดบางอย่างที่เกิดขึ้นมาในหัวของคุณ แต่คุณรู้สึกว่าคุณกำลังพูดวกไปวนมา ย้อนไปย้อนมา และรู้สึกว่ามันช่างยากเหลือเกินที่จะอธิบายสิ่งนั้นออกไป ซึ่งก็อาจจะทำให้คนที่กำลังฟังคุณอยู่สับสน จนตัวคุณเองอาจจะต้องหยุด ตั้งหลัก และพยายามอธิบายมันให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจจะไม่เป็นผลซะทีเดียว หากคุณพบว่าตัวเองมักจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ่อยๆ ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะความจริงแล้ว นักบุกเบิกธุรกิจส่วนใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่างก็มักจะต้องผจญอยู่กับสถานการณ์แบบนั้นอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาเหล่านั้นก็มักจะคิดอะไรไม่เหมือนคนทั่วไปซักเท่าไหร่ เพราะถ้าเขาคิดเหมือนคนทั่วๆไปแล้ว โลกเราคงจะไม่มีสิ่งใหม่ๆความคิดใหม่ๆเกิดขึ้นเป็นแน่ และการอธิบายความคิดที่แปลกแนวของเหล่านักบุกเบิกธุรกิจยุคใหม่นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ศิลปินคนหนึ่งกำลังวาดภาพลงไปบนแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่า ซึ่งคนดูอาจจะไม่สามารถเข้าใจลายเส้นของคุณได้ในทันที แต่ก็พอจะมองออกว่ามันเป็นงานศิลป์งานหนึ่ง ความคิดสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่บนบรรทัดฐานที่แตกต่างไปจากความคิดทั่วๆไป และมักจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยาก ขาดลายเส้นที่ชัดเจน และบ่อยครั้งที่ความคิดเหล่านั้นก็มักจะเป็นการผสมผสานกันของงานศิลป์หลายๆงาน ซึ่งคนที่มีหัวคิดเป็นระบบระเบียบอาจจะเข้าถึงได้ยากซักหน่อย แต่แล้วจะทำอย่างไร ให้คนรับสาส์นสามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการจะสื่อออกไปได้ง่ายขึ้น? วิธีหนึ่งที่คุณอาจจะใช้ได้เพื่อเรียบเรียงและจัดระเบียบความคิดของคุณคือการจดบันทึก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆมักจะประดังประดาเข้ามาหลายๆไอเดียพร้อมๆกัน และมักจะเกิดขึ้นจากประสบการณ์หรือข้อมูลหลายแหล่ง ดังนั้นการจดบันทึกนอกจากจะช่วยเตือนความจำของคุณแล้ว ยังช่วยในเรื่องการจัดระเบียบไอเดียต่างๆอีกด้วย เช่นหากคุณกำลังคิดถึงงานหลายๆตัว หรือไอเดียหลายๆไอเดียพร้อมๆกันในการบุกเบิกธุรกิจของคุณ การจดบันทึกรายการไอเดียต่างๆ และการจดรายการสิ่งที่คุณจะต้องทำ สิ่งที่คุณได้ทำไปแล้ว และสิ่งที่คุณคิดจะทำต่อไปจะช่วยทำให้การทำงานของคุณเป็นระบบระเบียบมากขึ้น และยังสื่อสารได้ง่ายขึ้นจากการเรียงลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆอีกด้วย อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ภาพวาดไอเดียของคุณชัดเจนมากขึ้นคือการคัดกรองสิ่งไม่สำคัญทิ้งไป บางครั้ง การมีความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียบรรเจิดมากๆ แม้จะเป็นเรื่องดี แต่คุณก็ควรรู้จักที่จะตัดโครงการที่เริ่มเป็นไปไม่ได้ หรือเริ่มเป็นตัวถ่วงทิ้งไปเสียบ้าง การที่คุณเกิดไอเดียต่างๆมากมายไม่ใช่เรื่องไม่ดี และการทดสอบข้อสันนิษฐานต่างๆก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ในขณะเดียวกัน การรู้จักที่จะโละโครงการที่เริ่มถ่วงประสิทธิภาพในการทำงานของคุณก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน และการโละโครงการเหล่านั้นก็ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลวแต่อย่างไร แต่มันเป็นเพียงจุดบ่งบอกว่าคุณควรจะทุ่มเทเวลาและกำลังของคุณไปกับโครงการอื่นๆที่มีคุณค่ามากกว่านี้ก็เท่านั้น และการโละโครงการเหล่านั้นออกไปก็จะทำให้คุณสามารถมุ่งเป้าหมายไปยังสิ่งที่ควรทำ ไปกับลายเส้นที่ควรเน้น และภาพที่คุณกำลังจะวาดก็จะเริ่มชัดเจนมากขึ้น และแน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดวาดฝัน เพราะถึงแม้ว่าภาพวาดของคุณจะดูเลอะเทอะในสายตาของคนบางคน วาดเส้นใหม่ๆเข้าไปในภาพๆนั้นอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้คุณสามารถค้นพบลวดลายใหม่ๆที่อาจสร้างผลงานที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อนจนนำความเป็นศิลปินมาสู่คุณได้ในที่สุด   เรียบเรียงจาก: http://www.entrepreneur.com/article/242454 ==== afterword ‪#‎สนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์ ร่วมระดมทุนกับผลงานหนังสือภาพจากศิลปินหนุ่ม Nut.Dao กับผลงานหนังสือพับ Accordion Book 4 เล่ม 4 เรื่องราวในชื่อเรื่อง “Inseparable” ได้แล้ววันนี้ที www.afterword.co/inseparable

หมดยุคงานประจำแล้ว...จริงหรือ?

[caption id="attachment_5538" align="aligncenter" width="560"]ภาพประกอบโดย Nut.Dao - ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร ภาพประกอบโดย Nut.Dao - ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร[/caption] มีใครบ้างที่ต้องการทำงานเพียงงานเดียวถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์? การทำงานเต็มเวลาเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นความคิดมาจากนักอุตสาหกรรม ที่ต้องการสร้างคนงานในโรงงานให้ทำงานได้อย่างพร้อมเพรียงในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ได้ขั้นตอนการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหลังจากนั้นการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงกลายเป็นเวลาพื้นฐานของคนทำงาน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและการใช้ชีวิตต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป การทำงานอย่างอื่นไปด้วยในช่วงเวลาเดียวกันหรือในช่วงเวลาที่เหลือ กำลังเป็นหนทางใหม่ที่ทำให้เราสามารถมีรายได้และประสบความสำเร็จจากการทำงานเพิ่มมากขึ้น เราจะเห็นได้จากเว็บไซต์อย่าง Taskrabbit เว็บไซต์สำหรับการหางานในทุกรูปแบบ หรือ Airbnb ที่ให้คุณปล่อยเช่าห้องว่างในบ้าน Etsy เว็บไซต์ขายของแฮนด์เมด ที่เปิดมาเพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานหรือหารายได้กันได้มากกว่าแค่การทำงานหลัก นี่จึงเป็นสิ่งใหม่ของตลาด ที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานได้ตามความเชี่ยวชาญของตัวเอง ซึ่งจุดประสงค์หลักของการทำงานแบบนี้ ก็เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายที่ดีของอุตสาหกรรมในอนาคต และยังทำให้ทุกคนสามารถเริ่มสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง และข้อดีก็คือเราจะสามารถควบคุมชั่วโมงเวลาในการทำงาน และตารางเวลาให้เป็นไปตามเวลาที่เราต้องการได้ ปัจจุบันแรงงานใหม่มักจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และตอนนี้ผู้ประกอบการรุ่นเก่าอาจจะเริ่มมีความหวาดกลัวกันแล้วว่า คนรุ่นใหม่นี้จะทำงานกันแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ หรืออยู่ไม่ยืดกันหรือเปล่า เพราะความคิดที่ต้องการจะทำงานเต็มเวลาเริ่มค่อยๆ หายไป สำหรับการทำงานในอนาคตพบว่ากว่า 91% จะทำงานเดิมอย่างน้อย 3 ปี และหลังจากนั้นก็อยากจะทำงานอย่างอิสระมากกว่า มีคำถามว่า และทำไมทุกคนต้องทำงานเพียงงานเดียวและกินเวลามากถึง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กันด้วย มันเป็นการทำลายการใช้ชีวิตชัดๆ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ขาวและดำ เราจึงต้องสร้างเงินให้เพียงพอในขณะที่สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่า ซึ่งในตอนนี้ขณะที่ความคิดต่างๆ กำลังก้าวไปข้างหน้า ในเวลาเดียวกันนี้ก็มีนักศึกษาจบใหม่ที่ต่างมีคำถามมากมายอย่างเช่น "อะไรคืองานที่เราต้องการกันนะ ระหว่างการทำงานเต็มเวลาหรือการทำงานเล็กๆ พร้อมๆกัน" และคำถามที่สำคัญเลยคือ "ทำอย่างไรให้เราสามารถตั้งตัวขึ้นมาได้ในเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาอยู่นี้" แล้วคุณละต้องการที่จะทำงานแบบไหน? เรียบเรียงจาก: https://medium.com/backchannel/the-full-time-job-is-dead-b9528bda1c87 ==== afterword ‪#‎สนับสนุนทุกความคิดสร้างสรรค์‬ ร่วมระดมทุนกับผลงานหนังสือภาพจากศิลปินหนุ่ม Nut.Dao กับผลงานหนังสือพับ Accordion Book 4 เร่ม 4 เรื่องราวในชื่อเรื่อง "Inseparable" ได้แล้ววันนี้ที www.afterword.co/inseparable

ไอเดียรักษาโลก (โรค)!

Anya-Pogharian-invents-500-dialysis-machine เด็กหญิงวัย 17 ปี อันย่า พอกฮาเรียน (Anya Pogharain) จากเมือง มนเทรีย (Montreal) ประเทศแคนาดาได้สร้างเครื่องฟอกเลือกทุนต่ำที่สามารถเปลี่ยนอนาคตของการรักษาโรคไตไปตลอดกาล! หลังจากที่อันย่าได้เป็นอาสาสมัครให้กับฝ่ายบำบัดโรคไตในโรงพยาบาลของชุมชน เธอก็ได้รับแรงบันดาลให้สร้างเครื่องฟอกเลือดแบบใหม่สำหรับงานวิทยาศาสตร์ประจำโรงเรียนของเธอ ซึ่งแบบทดลองที่เธอได้เรื่องสร้างขึ้นมานั้นใช้เงินไปเพียงแค่ 400 ดอลล่าสหรัฐ เรียกได้ว่าเป็นสถิติใหม่ที่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเป็นโรคไตสามารถรับการบำบัดอยู่ที่บ้านได้ การฟอกเลือกของผู้ป่วยโรคไตนั้นจำเป็นต้องเกิดขึ้น4ชั่วโมงต่อวัน และ3ครั้งต่ออาทิตย์ “ มันสูบพลังงานอย่างมากไปจากผู้ป่วย พวกเขาเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียมากหลังการฟอกไต” ตัวอันย่าที่ได้เห็นวิธีการบำบัดนี้กล่าว “และ เครื่องฟอกเลือกที่หาได้ในโรงพยาบาลนั้นมีมูลค่าประมาณ 24000 ดอลล่าสหรัฐต่อเครื่อง” ซึ่งนั่นทำให้การบำบัดรักษาโรคนี้ที่บ้านนั้นไม่สามารถเป็นความจริงได้สำหรับผู้ป่วยส่วนมาก ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของอันย่าในการช่วยผู้ป่วยเป็นโรคไต อันย่าใช้เวลาไปมากกว่า 300 ชั่วโมงในการทดลองชิ้นส่ว นอุปกรณ์ต่างๆที่สามารถทดแทนกันได้ด้วยมูลค่าที่น้อยกว่า ซึ่งผลของความพยายมของอันย่านั้นก็คือ รุ่นทดลองของเครื่องฟอกเลือกที่ทำให้เธอชนะรางวัลและทุนการศึกษานับไม่ถ้วน ถึงแม้ว่าผลงานของเธอนั้นยังอยู่ในขั้นทดลองและยังต้องการการพัฒนาอีกมากเพื่อให้สามารถใช้จริงได้ แต่ความตั้งใจของเธอนั้นก็เข้าตา Héma-Québec ซึ่งเสนอโอกาสการฝึกงานกับทางองค์กรให้กับอันย่าเพื่อที่เธอจะสามารถทดลองงานวิจัยของเธอกับเลือดมนุษย์จริงๆได้ หลุยส์ ทรีบอลท์ (Louis Thibault) หัวหน้าฝ่ายวิจัยอธิบายว่า “มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่จะได้รับผลประโยชน์จากเครื่องมือที่ช่วยลดค่ารักษาพยาบาลแบบนี้ มันเป็นไอเดียที่เยี่ยมมาก” ยังมีคนผู้ป่วยอีกหลายคนที่ “ต้องการการรักษาที่พวกเขาไม่สามารถจะซื้อได้ มันไม่มสามารถเข้าถึงได้” อันย่ากล่าว “ และนั่นล่ะคือสิ่งที่ผลักดันฉัน ” เรียบเรียงจาก: http://www.damngeeky.com/2015/02/26/29885/teen-invents-500-dialysis-machine-school-science-project.html === afterword เชื่อในเนื้อหาดีๆ ร่วมระดมทุนกับหนังสือเล่มใหม่ของ afterword "‪‎Inseparable‬" หนังสือภาพ accordian book-- 4 เล่ม 4 เรื่องราวของ ‪#‎ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งรอบตัว‬ ผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ ‪Nut.Dao‬ ระดมทุนได้ที่: www.afterword.co/inseparable

ยิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งสร้างสุข

creativity afterword

เคยไหม บางครั้งเวลาที่เรากำลังใจจดใจจ่ออยู่กับงาน กับการสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง โลกทั้งใบเหมือนจะอันตรธานหายไป?

จากผลการวิจัยที่ถูกเผยแพร่โดย CNN ความรู้สึกแบบนี้ที่นักจิตวิทยาเรียกกันว่า “flow” นอกจากจะช่วยลดความเ ครียดวิตกกังวลแล้ว ยังเป็นเคล็ดลับในการเพิ่มความสุขอีกด้วย! “เมื่อเรากำลังใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราจะรู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มากกว่าช่วงอื่นๆในชีวิต” มิไฮน์ ชิคเซ้นมิไฮน์ (Mihaly Csikszentmihalyi ) กล่าวระหว่างการสัมภาษณ์กับ TED ในปี 2004 “คุณรู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำนั้น ถึงแม้จะยาก แต่มันก็เป็นไปได้ จากนั้นกาลเวลาจะไม่มีผลกับคุณ คุณจะลืมตัวตนของคุณเองและกลายเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า” ความรู้สึกของการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เหมือนกับการนั่งสมาธิ ซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อกันว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลดีต่อทั้งร่างกายและสุขภาพจิดของคนเรา นอกจากนี้แนวความคิดเรื่องนี้ยังถูกสนับสนุนด้วยหลายๆงานวิจัยที่เกี่ยวกับนักประดิษฐ์ทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคืองานวิจัยที่ถูกตีพิมโดย The British Journal of Occupational Therapy ในการสัมภาษณ์นักถักไหมพรม 8500 คน ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 81%บอกว่า ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ถักไหมพรม และมากกว่า 50% บอกว่าพวกเขามี’ความสุข’ เมื่อได้ถักไหมพรม ซึ่งนี่ยังไม่รวมความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อได้เห็นผลงานของเราจัดแสดงอยู่บนฝาพนังหรือความรู้สึกเมื่อได้รับคำชมจากผู้อื่นอีก! ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าการสร้างสรรค์ผลงานนั้นช่วยบำรุงความเป็นอยู่ทางจิตใจของเราได้มากแค่ไหน แถมการใช้ความคิดสร้างสรรค์ผลงานนั้นยังช่วยชะลอความแก่ชราอีกด้วย จากข้อมูลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน The Journal of Neuropsychiatry ในปี 2011 การเล่นเกม อ่านหนังสือ และประดิษฐ์นั้นช่วยลดโอกาสการเป็นโรคความจำเสือมได้มากถึง 50%! นับว่านี้เป็นข่าวดีเลยล่ะสำหรับนักสร้างสรรค์ทั่วโลก ไม่ว่าพวกเขาจะใช้ แท็ปเล็ค ปากกา เม้าส์คอมพิวเตอร์ หรือ มือในการสร้างสรรค์ผลงานก็ตาม เรียบเรียงจาก: https://www.freelancersunion.org/blog/2014/06/10/are-you-happier-when-youre-creating/

ชาวเขา ชาวเรา

hilltrhibe

สิ่งหนึ่งที่ควรมีเสมอในการท่องเที่ยวคือความยากลำบาก หลายคนบอกว่าพักผ่อนทั้งที ฉันขอนอนสบายในเตียงนุ่มๆ ตื่นเช้ามาทาน breakfast  ออกไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์ค ก่อนเดินซื้อของฝากแล้วกลับบ้านเถอะ นั้นเป็นวิถีการท่องเที่ยวแบบขั้นที่หนึ่ง ซึ่งการเลื่อนขั้น คุณอาจจะต้องเหนื่อย และนั้นอาจไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่ของการพักผ่อน แต่คุณจะค้นพบความหมายที่สำคัญในชีวิต ครั้งหนึ่งมีโอกาสไปนอนที่บ้านชาวเขา ความยากลำบากเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนเดินทางมาหลายร้อยกิโล มาที่นี่ หมู่บ้านในหุบเขา ซึ่งกำลังมาหาข้อมูลถ่ายหนังกัน จึงต้องมาใช้ชีวิตกันสักหน่อย บ้านชาวเขาแท้ๆ พูดไทยไม่ชัด มีลูกห้าคน จากภรรยาสาม ผู้เป็นแม่กระเตงลูกเข้าเอวตลอดเวลา บ้างก็ทุ่นแรงด้วยผ้าขาวม้า ทุกบ้านจะมีแม่เฒ่าเป็นคนเก่าคนแก่ พูดได้แต่ภาษาถิ่น ฟังไทยไม่ออก พวกเราได้กิน หนู นก ผักแปลกๆ และน้ำพริกเป็นอาหารหลัก ของทุกอย่างแทบจะปลูกเอง ไม่ก็แลกเปลี่ยนจากเพื่อนบ้าน  นั่งกินข้าวกันกลางสวน เด็ดผักแถวนั้นเข้าปากกินสบายใจไร้สารพิษ  ภายในบ้านไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ มีแต่โทรทัศน์หนึ่งเครื่องที่ตั้งบนโต๊ะไม้ทำเอง  จะนอนค่อยเอาผ้ามาปู มุ้งมากาง เดินทางด้วยเท้าหลายกิโลแม้วเพื่อไปทำสวนทำไร แล้วแต่ฤดูกาล ลูกๆเรียนโรงเรียนในวัดจีน  ซึ่งเด็กๆพูดได้หลายภาษาทั้งภาษาถิ่น (ชาวเขา) ไทย จีน อังกฤษ โรงเรียนสอนให้ใช้ชีวิต ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ  ของเล่นไม่ต้องซื้อ เก็บเอาตามข้างทาง เด็กๆเป่าใบไม้มีเสียง ใครชำนาญหน่อยก็เป็นเพลงเลย เศษไม้ ลูกแตง ผลไม้ บลาๆ ทุกอย่างเป็นของเล่นได้หมด และดูท่าเด็กๆจะมีความสุขมาก เราเห็นน้องไม่ใส่รองเท้า ขึ้นไปหาอีกรอบจึงเอารองเท้ามาฝาก ผิดคาด ไม่ใช่ไม่มีใส่ แต่ไม่อยากใส่ ชอบเดินบนดิน สัมผัสธรรมชาติมากกว่า ความจริงใจไม่ไก่กาพบได้ที่นี่ ยิ้มที่เห็นมันทำให้เรายิ้มกลับไปในทันทีแบบไม่มีคำถาม น่าแปลกที่ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่กรุงเทพ เราจะเกร็งและคงคิดว่า หน้าฉันมีอะไรติดหรอ  ชาวเขาเล่าให้ฟังว่าถ้าไปกรุงเทพจะไปทำงานโรงน้ำแข็งแล้วขอนอนที่นั่น กลายเป็นแรงงานชั้นล่างทันทีที่เข้าเมือง โดนด่าโดนไล่ตามประสา แต่ถ้านับเรื่องคุณภาพชีวิตของพวกเขาที่อยู่ที่นี่ เราว่าดีกว่าเราอีกนะ คงพอๆกับระดับไฮโซที่กินแต่อาหารคลีน  เข้าฟิตเนส มีเวลาไปพักผ่อนสูญอากาศ  ได้ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย และเป็นอิสระทางการเงิน ทุกอย่างที่ว่ามา มีหมดแล้วที่นี่ ไม่กี่วันที่ไปอยู่เหมือนหลุดออกไปอีกโลกนึง ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องรับรู้เรื่องยุ่งๆในเมือง นี่แหละที่เขาเรียกว่าพัก เมื่อกลับมาเราใช้ชีวิตช้าขึ้นและพบว่าความธรรมดาที่สุด คือสิ่งที่เราต้องการ  …. อยากกลับไปอีก

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 8)

game-design

“A good game will stay with us all our lives. A good game makes us long to play it again.”  หลังจากกลับจากแข่งคาทานชิงแชมป์โลก มีหลายโปรเจคเกี่ยวกับบอร์ดเกมวิ่งเข้ามาหาผมแบบชนิดตั้งตัวไม่ทันเลยครับ ซึ่งก็สนุกมากครับที่ได้ไปมีส่วนร่วมกับโปรเจคต่างๆ และขอขอบคุณทุกๆท่านที่เมตตาผมนะครับ มีโปรเจคหนึ่งที่ผมสนุกกับมันมากเลยครับ สนุกมากจนทำให้ผมหยุดรีวิวบอร์ดเกมมาพักหนึ่งแล้ว นั่นคือ โปรเจค”ออกแบบบอร์ดเกม” ครับ ว่ากันตามจริง ผมก็นั่งๆคิดบอร์ดเกมมาหลายเกมแล้วครับ แต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย คิดไปเรื่อยๆแล้วจดเก็บไว้ จนกระทั่งมีเพื่อนที่รู้จักกัน มาชวนว่า สนใจจะออกแบบบอร์ดเกมเพื่อสอนธรรมะเด็กๆมั๊ย โดยที่ว่าเกมจะให้อิงจากหนังสือของพระสังฆราชองค์ที่แล้ว ที่ชื่อ “จิตตนคร” ครับ ผมนี่ตอบรับทันทีแบบไม่ต้องคิดเลยครับ ตอนนี้คิดเกมมาได้หลายส่วนแล้วครับ ไอเดียหลั่งไหลมากๆ จะว่าไปก็ไม่ได้คิดอะไรใหม่หมดหรอกครับ คือ มันเหมือนกับว่า ไอ้ที่เราเคยนั่งคิดเล่นๆมาหลายปี ซึ่งก็ไม่ได้ประติดประต่อเป็นเรื่องเดียวกัน อยู่ๆมันก็มาร่วมร่างเป็นเรื่องเดียวกันได้เฉยเลย โดยที่มีธีมหนังสือจิตตนครมาเป็นตัวเชื่อมครับ ถามว่าความยากของการคิดบอร์ดเกมคืออะไร หลักๆก็ ทำยังไงให้มันสนุกครับ ที่นี้ผมก็ศึกษาจาก internet รวมถึง อ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบเกมว่า ทำยังไงคนถึงจะสนุกเวลาเล่นเกม ก็พอได้ข้อสรุป (ส่วนตัว) มาประมาณนี้ครับ

  • Originality – เกมมันต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่ซ้ำซากเหมือนเกมอื่นๆ
  • Replayability - ผู้เล่นต้องรู้สึกว่าเล่นซ้ำๆได้ ไม่ใช่ว่า เล่นกี่ครั้งๆก็เหมือนๆเดิม แบบนี้ไม่สนุกครับ ตัวอย่างเช่นเกมคาทานที่แต่ละเกมเราต้อง set up กระดานใหม่ๆ ซึ่งทำให้เราต้องวางแผนใหม่ๆทุกครั้งที่เล่น ซึ่งมันทำให้แต่ละเกมดูสดใหม่เสมอ
  • Surprise – เกมต้องมีอะไรที่คาดเดาไม่ได้ ให้ผู้เล่นรู้สึกตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ เช่น เกม Camel Up! ที่ผมเคยแนะนำไป เกมนี้ Surpriseเต็มเกมเลยครับ ฮากระจัดกระจาย
  • Opportunity to win – ทุกๆคนที่เล่นต้องมีโอกาสที่ชนะเท่าๆกันครับ และ ที่สำคัญคือ ทุกคนต้องมีความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ชนะจนนาทีสุดท้าย ไม่ใช่ว่านั่งเบื่อรอเกมจบ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ชนะแน่ๆ อย่างเช่นเกมเศรษฐีครับ ที่บางคนโดนปล้นจนล้มละลายหมดตัวไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งเบื่อๆรอเกมจบ
  • No elimination – ไม่มีผู้เล่นถูกกำจัดออกไปจากเกม ทุกคนได้นั่งสนุกร่วมกันจนจบเกม
  • Control the Result – ผู้เล่นต้องคาดหวังผลลัพธ์ของการกระทำตัวเองได้ครับ ไม่ใช่ว่าทำอะไรลงไปแล้ว แต่ต้องมาลุ้นอีกทีว่าผลจะเป็นยังไง เช่นในเกม Risk ที่พอเราเวลาเราจะยกทัพไปโจมตีเพื่อน เรากับเพื่อนต้องมาทอยเต๋าวัดดวงกันว่าใครจะชนะ ถ้าเป็นแบบนี้มันก็วางแผนอะไรไม่ได้ครับ มันใช้ดวงมากเกินไป

จริงแล้วมีปัจจัยมากกว่านี้นะครับ แต่ที่ว่ามานี่คือหลักๆที่สำคัญเลย (อย่างน้อยก็สำหรับผม :P) ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ โปรเจคนี้ผมจะทำให้ออกมาให้ดีที่สุดครับ  

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่7)

spiel_des_jahres_nadmxv ในวงการบอร์ดเกมโลก เค้ามีการแจกรางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปีครับ เรียกว่า Spiel des Jahres (ภาษาเยอรมัน แปลว่าGame of the Year ครับ) รางวัลนี้เค้าจะแจกทุกปีครับ เริ่มแจกกันมาสามสิบกว่าปีแล้ว! ตั้งแต่ปี 1979 รางวัลนี้เทียบได้กับ ออสการ์ของวงการเกมเลยครับ ชนิดที่เค้ามีการประเมินเลยว่า เกมที่ได้รางวัลนี้ ยอดขายเกมจะเพิ่มเป็น 300,000 -500,000 ชุดเลยทีเดียว โดยมาก เกมที่ได้รับรางวัล Spiel des Jahres นี้จะเป็นเกมประเภท Family Game คือเล่นได้ทั้งครอบครัว สนุกสนานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ง่ายเกินไป และ ไม่ยากจนเกินไป ตัวอย่างเกมดังๆในบ้านเราที่ชนะรางวัลนี้ก็เช่น the Settlers of Catan และ Ticket to Ride เป็นต้น ซึ่งปีล่าสุด (2014) ที่ผ่านมานี้ เกมที่พึ่งชนะไปก็คือเกม Camel Up! ครับ แต่จะว่าไปรางวัลนี้ บางปี ถ้ามีเกมอื่นที่เด็ดๆ เค้าก็จะให้รางวัลพิเศษออกมาครับ เช่น เกม Agricola ที่ในปี 2008 ได้รางวัลพิเศษ Complex game ทีนี้ พอมีการให้รางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปีที่เน้นเกมสำหรับครอบครัวไปแล้ว ต่อมาในปี 1990 เค้าก็มีการแจกรางวัลเพิ่มขึ้นอีกรางวัลครับ ชื่อ Deutscher Spiele Preis รางวัลนี้จะเน้นให้รางวัลกับเกมประเภท Game for Gamer แปลง่ายๆก็คือเกมที่เล่นยากๆ โหดๆ สะใจๆ หน่ะครับ ดังนั้น ในแต่ละปี ก็จะมี 2 เกมที่ได้รางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปี จาก 2 สถาบัน แต่เชื่อมั้ยครับ มีอยู่บางเกม ที่ดีจัดๆ จนสามารถชนะ 2 สถาบันได้ในปีเดียวกัน ซึ่งโอกาสได้มันยากมากครับต้องเป็นเกมที่ดีจริงๆ เกมที่ได้แชมป์ 2 สถาบันก็มีเพียงแค่ 5 เกมคือ 1.       2009 : Dominion 2.       2001 : Carcassonne 3.       1999 : Tikal 4.       1996 : El Grande 5.       1995 : The Settlers of Catan ที่วงการเกมเค้าทำรางวัลนี้ออกมา ก็เพื่อหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการเล่นเกม และ หวังยกระดับเกมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมก็ว่าประสบความสำเร็จนะ บอร์ดเกมในต่างประเทศเป็นที่นิยมมาก และ ตัวเกมเองก็พัฒนาไปไกลกว่าเกมเศรษฐีที่เรารู้จักเยอะเลย ทั้งในแง่ความสนุกสนาน และประโยชน์ที่ได้จากการเล่นเกม จะว่าไป ก็ไม่แปลกนะ ที่บ้านเค้าจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าเรา เพราะดูแค่เกมตามบ้าน เค้ายังให้ความสำคัญขนาดนี้เลย ผมเชื่อนะ ว่าเกมเนี่ยจะเป็นสื่อง่ายๆ ที่บ้านเราสามารถเอามาช่วยพัฒนาเด็กๆ และสังคมไทยเราได้ครับ มาเล่นบอร์ดเกมกันเถอะครับ ถ้าไม่รู้จะเริ่มจากเกมไหน ก็ดูเกมที่ได้รางวัล Spiel des Jahres แต่ถ้ายังไม่รู้จะเลือกเกมไหนอีก ผมเชียร์ The Settlers of Catan ครับ สำหรับผมเกมนี้เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเกมอมตะครับ อ้างอิง http://en.m.wikipedia.org/wiki/Spiel_des_Jahres http://en.m.wikipedia.org/wiki/Deutscher_Spiele_Preis

ตราด...โอเค

trad

  ช่วงพีคที่สุดของวัยนักศึกษาคงจะหนีไม่พ้นธีสิส  ณ ตอนนั้นก็เครียดดดด แต่ตอนนี้เป็นไงคะ โลกแห่งความจริงก็สอนให้เรารู้ว่าช่วงชีวิตวัยเรียนสนุกสุดแล้ว จึงทำให้นึกถึงความสนุกตอนทำธีสิสขึ้นมาค่ะ ช่วงนั้นเราเดินทางอาทิตย์ละจังหวัด เพื่อไปถ่ายหนัง เป็นช่วงเวลาแห่งการช่วยงานเพื่อนเพื่อที่จะได้จบพร้อมกัน แต่ที่เห็นจะประทับจิตที่สุดขอยกให้จังหวัดตราด   เริ่มต้นเดินทางด้วยความชิว ขนเพื่อนใส่กระบะกันไปเจ็ดคน ออกตัวมาได้ครึ่งทาง ปุก!! รถชนกลางสี่แยกไฟแดง ถือว่าเป็นฤกษ์ดีมากๆ ค่ะ ไม่ชนธรรมดา ชนกับออดี้ คุณลุงคนรวยขับเลนซ้ายพอไฟเขียวเบี่ยงเข้าเลนขวาแบบไม่ทันตั้งตัว บอกจะกลับรถ ระหว่างรอเรียกประกันพวกเราก็นั่งกันอยู่กลางสี่แยกถ่ายรูปกันใหญ่ เป็นมุมที่ใครไม่เจออุบัติเหตุคงไม่ได้มาอยู่จุดนี้ พอประกันมาก็มีปากเสียงกันนิดหน่อย เมื่อลูกสาวของคุณลุงไม่ยอมรับผิด เถียงกันไปมาซักพักก็เริ่มเหนื่อยและแยกย้าย ประกันก็แอบกระซิบกับเราว่า “มีเรื่องทุกวัน ชนบ่อย ลุงแกเป็นเงี้ยล่ะ” อ้าวลุงได้ใบขับขี่มาได้ยังไงละคะเนี่ย แต่เอาเถอะแค่เริ่มต้นก็มีเรื่องแล้ว สนุกแน่งานนี้ เมื่อถึงที่จังหวัดตราดเราก็พบความผิดปกติค่ะ รถมอเตอร์ไซค์ใส่แว่นดำท่าทางมีพิรุธขับตามเรามาอยู่นานสองนาน ตอนนั้นหิวมากจะแวะกินข้าวยังไม่กล้า คิดในใจมือปืนของตาลุงป่าววะ ไม่น่าไปเถียงกับลูกสาวเขาเลย พอรถติดไฟแดงเท่านั้นแหละ รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดประกบข้าง ล้วงเข้าไปในกระเป๋า ถ้าควักปืนออกมาร้องไห้แน่ ผิดคาดค่ะ  มอเตอร์ไซค์โหดควักนามบัตรออกมา นางเป็นคนของท่าเรือ มาถามว่าเราจะเหมาเรือข้ามฟากใหม่ ถรุยย มาดีๆไม่ได้หรอพี่ มางี้ใจหายใจคว่ำหมด หลังจากนั้นเราก็ตะเวนถ่ายหนังกันค่ะ การทำงานราบรื่นดี กว่าจะเสร็จก็เย็นมืด ช่วงสำคัญก็ตอนนี้แหละ            การหาที่พัก เราขับรถวนในเมืองเจอโรงแรมอยู่ที่นึง แต่ราคาแพงเกินไปสำหรับพวกเราที่ยังเป็นนักศึกษาและจำกัดห้องล่ะสองคน เราเลยขับรถไปหาอีก ทั้งดึกและไม่ชำนาญเส้นทาง เราวนไปมาผ่านที่เดิมๆหลายรอบ และโรงแรมนึงที่สะดุดตา  มีลักษณะคล้ายรีสอร์ทที่แบ่งออกเป็นบ้านหลังเล็กๆหลายหลัง ที่นี่ราคาถูกและจะนอนห้องละกี่คนก็ได้ เราแยกห้องกันชายหญิง แต่ก่อนนอนก็มานอนดูคนอวดผีด้วยกันเรื่องผีที่เล่าน่ากลัวจนเราคิดว่าอยากจะมานอนรวมห้องเดียวกัน  แต่เพื่อนที่นั่งอยู่ที่พื้นดันเจอเศษขนบางอย่าง พวกเราทุกคนแขยงจึงย้ายมานั่งเบียดกันที่เตียงทั้งหมด แถมยังเจอถุงยางอนามัยใช้แล้วในถังขยะอีก หืมม สุดจะบรรยาย ผีก็กลัวแต่จะให้อัดเตียงเดียวกันก็ไม่ไหว จึงแยกย้ายกลับห้อง ด้วยความกลัวจึงรีบปิดไฟนอน ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตู  ก๊อก ก๊อก ก๊อก  เราตะโกนออกไป “ใครอะ”  ไม่มีเสียงตอบรับ และก็มีเสียงเคาะประตูอีก ก๊อก ก๊อก ก๊อก เราจึงโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่อีกห้อง  “เห้ย! อย่าแกล้งดิ” เรารีบดักคอ “ห่ะ??” เพื่อนเสียงงัวเงียเหมือนหลับไปสักพักแล้ว แต่ในใจก็ยังแอบคิดว่าเพื่อนแน่ จึงไปดูเพื่อความชัวร์ แต่เมื่อส่องไปที่ตาแมวกลับไม่พบใครสักคน เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเพราะมัวแต่กลัว ตื่นเช้ามาเพื่อนอีกห้องถามว่าเมื่อคืนโทรมาทำไมนะ ก็ทำให้เรายิ่งเชื่อไปอีกว่าไม่ใช่เพื่อนแน่ แต่สิ่งที่เฉลยเราก็คือ ภาพเด็กนักเรียนชายหญิงที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์กันเข้ามาในโรงแรม ทำให้เรานึกเอะใจได้ว่า นี่มันไม่ใช่รีสอร์ทแต่มันคือโรงแรมม่านรูด !  เพิ่งสังเกตสภาพของที่นี่ตอนสว่างว่าห้องข้างในลึกๆมีม่านรูดแบบในละครเปี๊ยบ แม้เสียงเคาะประตูจะยังปริศนา แต่การที่เป็นโรงแรมม่านรูดก็คงทำให้เราเดาคำตอบได้ไม่ยาก (ถ้าไม่เข้าใจผิดนะ) แต่พวกเราไม่เคยเข็ด เมื่อไปตราดทีไรก็มาพักที่นี่ทุกครั้ง เพราะติดใจในความถูกและเริ่มชินกับถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว ทุกครั้งที่เราตัดสินใจออกเดินทาง มักจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น มันเป็นประสบการณ์ที่นึกถึงทีไรก็ขำทุกที นึกถึงเพื่อน นึกถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา แล้วคุณละคะได้ออกไปสร้างประสบการณ์เหล่านี้หรือยัง      

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 6)

trang   “Playing Board game is like reading a book. You are not only enjoying, but you also always learn something” หลังจากที่ผมได้ไปแข่งขันเกม Catan ชิงแชมป์โลกที่เบอร์ลิน โชคดีมากครับที่อาทิตย์ถัดมาเยอรมันเค้าจัดงานบอร์ดเกมแฟร์ ( Spiel Essen 2014) พอดีที่เมือง Essen งานนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเยอรมันครับ แต่จริงๆแล้วถ้าจะบอกว่างานนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ไม่ผิด เพราะเยอรมันถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งบอร์ดเกม ในงานนี้ค่ายเกมใหญ่ๆของโลกต่างเปิดตัวเกมใหม่ๆ มีนักออกแบบเกมมาแจกลายเซ็น มีการออกโปรโมชั่นต่างๆ และ ที่น่าสนใจคือ ในงานนี้ ค่ายเกมต่างๆจะเปิดโต๊ะให้คนมานั่งเล่นเกมฟรีครับ มองไปทางไหนก็มีแต่คนนั่งเล่นเกม แบบว่าบรรยากาศสนุกสนานเสียงดังมาก ครึกครึ้นสุดๆ และอีกอย่างคือ ในงานนื้ถือเป็นโอกาสดีที่บริษัทในวงการเกมจะได้มาพบปะสนทนาธุรกิจกัน  และแน่นอนครับผมไมได้ไปคุยอะไรกับเค้าหรอก ผมไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาเฉยๆ กระผมมันแค่นักเล่นเกม มีอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากงานนี้ครับ ซึ่งน่าสนใจมากๆ คือ คนเยอรมันมาเดินงานนี้เยอะมาก มากขนาดที่ว่าแถวซื้อตั๋วนี่ เค้าว่า ต่อคิวยาวเป็นชม.เลย ถ้าผมไม่ได้ซื้อตัวล่วงหน้า คงแย่เหมือนกัน เชื่อมั้ยครับคนเยอรมันที่มาเดินในงาน ไม่ใช่เนิร์ดอย่างที่บ้านเราเข้าใจกัน แต่เป็นครอบครัวเพื่อนฝูงครับ พ่อแม่จูงลูกมาเลือกซื้อเกมกลับบ้าน เพื่อนมาเดินซื้อเกมไปเล่นด้วยกัน บางคนลากกระเป๋าเดินทางมาเลยครับ มาขนเกมกลับไปเล่น จะว่าไปมันเหมือนกับงานสัปดาห์หนังสือบ้านเรานะครับ ที่ใครๆก็มากันเป็นเรื่องปรกติ อีกอย่างที่น่าสนใจคือ เค้ามีการแจกลายเซ็นของนักออกแบบเกม (Game Designer) ครับ สำหรับบ้านเค้านักออกแบบเกมก็เหมือนกับนักเขียนครับที่มีแฟนคลับมีคนยกย่อง ขนาดว่า ในหน้าปกกล่องเกมต่างๆ เค้าจะมีการใส่ชื่อผู้ออกแบบเกมไว้เลย บางเกมนี่ แค่เห็นชื่อคนออกแบบก็ซื้อได้เลยไม่ต้องคิด เช่น Uwe Rosenberg หรือ Stefan Feld เป็นต้น ภาพลักษณ์ของบอร์ดเกมในต่างประเทศมันเป็นภาพลักษณ์ที่ดีครับ เป็นสิ่งที่คนบ้านเค้าให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เล่นกันมาเป็นสิบๆปีแล้วครับ เพราะมันเป็นกิจกรรมในครอบครัวที่มีประโยชน์และสามารถเล่นได้ด้วยกันทั้งครอบครัว เพื่อนชาวเยอรมันของผมเล่าว่า ตอนเด็กๆแม่เค้าจะไม่ให้ดูทีวี ดังนั้นพี่น้องก็ต้องมานั่งเล่นบอร์ดเกมกัน หรือ พี่อีกคนหนึ่งที่เคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เยอรมัน เค้าเล่าว่า ตอนเค้าไปอยู่ที่โน่น (นานมาแล้ว) บ้านที่เค้าไปพักด้วยมีกฎว่า ต้องครอบครัวต้องเล่นบอร์ดเกมด้วยกันคืนละเกมก่อนนอน บรรยากาศงาน บอร์ดเกมแฟร์ ( Spiel Essen 2014) บังเอิญผมได้ไปถ่ายคลิปบรรยากาศงานมาด้วยครับ  ลองเข้าไปดูได้ครับจะได้เห็นภาพว่ามันสนุกสนานแค่ไหน http://youtu.be/b1EN_8X8xns

แรด!!

  Vanont_Rhino แรด/Rhino!!!! : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ข้าพเจ้าชอบไปสวนสัตว์มากครับ
ถึงบางมุมมันก็น่าสงสารที่ต้องถูกจับมาอยู่ในที่คับแคบ
แต่จะให้เราไปทัวร์ซาฟารีถึงอัฟริกาใต้มันก็ลำบากชีวิตเราเกินไป
ฉะนั้นการไปสวนสัตว์เปิดหรือสวนสัตว์ปิดน่าจะสะดวกที่สุดครับ
แล้วสัตว์ประเภทไหนอยากเจอที่สุดล่ะ
มั่นใจว่าทุกคนมีสัตว์ประจำใจที่อยากเห็นกันแน่ๆ ด้วยเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนแล้วล่ะ แต่ว่ากันถึงรสนิยมส่วนตัวของข้าพเจ้ากันเลยดีกว่า
แรด!!!!!
เป็นสัตว์ที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดในทุกๆสวนสัตว์ที่ไปครับ
ด้วยBody กับบุคลิกส่วนตัวที่สวยแปลกกว่าสัตว์อื่น
ทั้งดูแข็งแกร่งและมีรูปทรงที่สวยงาม
แถมยังเป็นสัตว์ที่ยังคงเหลือวิวัฒนาการจากไดโนเสาร์อีกด้วย
ทั้งนอทั้งผิวที่หนาแข็งปั้ก(ผิวแรดนี่ยังกับเกราะกันกระสุน)
ทำให้สวนสัตว์ทุกที่ที่ข้าพเจ้าไป
ข้าพเจ้าจะหากรงแรดเป็นไฮไลท์ของทริปเสมอๆ
ไหนๆก็ชอบขนาดนี้แล้วมารู้จักแรดกันนิดนึง
แรดเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อจึงชอบนอนแช่โคลน
เพื่อดับความร้อนและไล่แมลงไปในตัวด้วย
แถมทักษะที่น่าอิจฉาอย่างนึงคือแรดสามารถยืนหลับได้ครับ 
และแรดจัดว่าเป็นสัตว์ที่มีสายตาแย่มาก
แต่มีประสาทรับกลิ่นและประสาทหูดีเยี่ยม
จึงเป็นสัตว์ที่มีนิสัยฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย
ฉะนั้นเวลาไปเยี่ยมแรดอย่าพยายามนินทาแรดนะครับ
ประสาทหูเค้าดี แค่นินทาเบาๆ แรดอาจขวิดเราไส้แตกได้
ภาพนี้โชคดีที่ไปตอนเค้าให้อาหารแรดพอดี
ข้าพเจ้าเลยสามารถยืนวาดแรดในระยะประชิดได้
แต่ต้องรีบวาด เพราะคนรุมให้อาหารแรดกันเยอะมาก
ภาพนี้จึงใช้เวลาในการวาดสั้นสุดๆ
และด้วยโชคดีที่แรดเป็นสัตว์ที่สายตาไม่ดี
จึงไม่เห็นว่าข้าพเจ้าวาดมันออกมาได้แรดขนาดไหน ฮาๆ
....
ไม่งั้นข้าพเจ้าอาจโดนแรดขวิดไส้แตกแน่ๆ

โรงแรม

hotel

 

 

เรื่องราวต่อไปนี้ถ้าเปรียบเป็นภาพยนตร์สักเรื่อง อาจภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวน ขอแนะนำให้ใส่ชุดยอดนักสืบพร้อมแว่นขยายสักอัน เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่านมากยิ่งขึ้นค่ะ เรื่องเกิดเมื่อสงกรานต์สองปีก่อน พวกเราสามคนวางแผนที่จะไปพักผ่อนในวันหยุดยาวที่พัทยา ที่พักส่วนใหญ่เต็ม แม้แต่ห้องพักราคาแพง จึงลองค้นหาเป็นภาษาอังกฤษดูเผื่อว่าจะมี และก็พบว่ามีที่พักที่น่าสนใจโชว์ขึ้นมาในเวบหน้าแรก เมื่อลองเข้าไปดูห้องพักสวยงามน่าอยู่ แถมราคาถูก มีคำอธิบายเกี่ยวกับโรงแรมเป็นภาษาอังกฤษ แต่เราอ่านไม่ออกจึงข้ามไป ตืดดด ตืดดดด ตืดดด เสียงโทรศัพท์ดังอยู่หลายครั้งก่อนจะมีคนรับ ยังเหลือห้องพักอีกมากมาย และที่สำคัญไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำและยังสามารถเข้าพักกี่คนก็ได้ในห้องเดียว ไม่คิดราคาเหมือนกับที่อื่น เราจึงตกลงปลงใจอย่างง่ายดาย

เมื่อพวกเรา หญิงสอง ตุ๊ดหนึ่ง เข้ามาที่โรงแรม ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องของพนักงานทุกคน ทุกช่วงขณะที่เราก้าวเดินไปยังห้องพัก ก็จะมีสายตาแปลกๆ ของพนักงานมองตามเราไปเสมอ ทางไปห้องพักวกวนไปมา โรงแรมมีกลไกการจัดวางห้องแบบสลับซับซ้อนเหมือนเขาวงกต มีช่องเล็กช่องน้อย ตรอกซอกมากมาย และห้องของเราก็อยู่ท้ายสุดของตึก ยังดีที่ห้องอยู่ตรงกับสระว่ายน้ำพอดี ถ่ายรูปสักแชะ ขอนอนซักตื่น ก่อนลงไปเล่นน้ำให้สบายใจ เมื่อล้มตัวลงนอนเท่านั้น ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมทั้งแผ่นหลัง เมื่อเรารีบลุกดูที่เตียงก็พบคราบด่างสีน้ำเงินเต็มที่นอนไปหมด เฮ้ย !!!!! เสื้อสีตก โถ ไอ้เราก็คิดไปไกล แต่เสื้อสีตกเป็นดวงใหญ่ทำให้เราต้องดึงผ้าปูที่นอนไปซัก นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง เหน็ดเหนื่อยจากการซักผ้าพวกเราทั้งสามก็เผลอหลับไป และเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบกับ… ผ้าปูที่นอนที่แห้งพอดี เราลุกออกไปเก็บเข้ามาแต่ก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นคนว่ายน้ำอยู่เต็มสระ แล้วคนว่ายน้ำมันแปลกตรงไหน ก็แปลกที่ทุกคนเป็นคู่รักราวๆ สี่ห้าคู่ที่กำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม จนเราแทบจะสำรอกออกมาด้วยความเลี่ยน พวกเรารีบเดินลงมาจากโรงแรมกันขาแทบขวิด เมื่อถึงด้านหน้าแผนกต้อนรับ พนักงานก็ยังคงทำหน้าตาแปลกๆ สถานการณ์เริ่มชัดขึ้น เมื่อชายฉกรรจ์ตาน้ำข้าวกลุ่มหนึ่งที่นั่งหน้าโรงแรมกำลังรุมทึ้งพนักงานกันกลางวันแสดๆ ไม่ไหวแล้วพวกเรามองดูบรรยากาศรอบๆ พวกเราไร้สติรีบวิ่งไปที่ชายหาด นั่งพักสงบสติอารมณ์กันก่อน เพื่อนตุ๊ดถามย้ำถึงชื่อโรงแรมอีกครั้ง

ปขรหส : “กา กา อะไรนี่ละ จำไม่ได้อะ” ทันใดนั้นเองก็นึกขึ้นได้ว่าถ่ายรูปโรงแรมเอาไว้ เราเอารูปออกมาดู พบว่ามีชื่อโรงแรมตัวเล็กๆ อยู่ด้านหลัง ท่าทางของพวกเราในตอนนั้นราวกับภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนที่ตัวเอกกำลังจะไขคดีได้สำเร็จ พวกเรารวมหัวกัน และมองจองไปที่ชื่อโรงแรมตัวเล็กๆ ด้านหลัง และเมื่อขยายภาพดูก็ร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “เกย์!!!! - - - - รีสอร์ท” ชัดเลย ไม่มีอะไรชัดเท่านี้อีกแล้ว ยิ่งคำอธิบายที่เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ได้ว่า โรงแรมสำหรับชาวสีม่วง บลา บลา บลา ก็เป็นอันว่าจบกัน หลังจากนั้นพวกเราก็ไปขลุกตัวที่เซ็นทรัลพัทยา เดินเล่นดูหนัง หมดกันวันพักผ่อน และเข้าที่พักในตอนดึกที่คิดว่าทุกคนคงเข้าห้องนอนกันหมดแล้ว เรียกได้ว่าเป็นวันพักผ่อนที่ตื่นเต้นพอสมควร อ้อ! ขอขยายความเพิ่มเติม คู่รักทั้งห้าที่จูบกันในสระว่ายน้ำทุกคนเป็นผู้ชาย และ ชายฉกรรจ์ตาน้ำข้าวที่รุมทึ้งพนักงานอยู่นั้นคือการจับก้นแบบถึงพริกถึงขิง และเราก็มีเรื่องเล่าที่เล่ากันไม่จบกลับไปอีกแล้ว นึกย้อนกลับไปก็ตลกดี บางทีการตัดสินใจออกไปทำอะไรสักอย่างนึง มันให้ประสบการณ์ที่พูดต่อได้ไม่จบไม่สิ้น ต่อให้มันจะเลวร้ายหรือดีงาม แต่นั่นยิ่งทำให้ชีวิตมีสีสันมากยิ่งขึ้น ถ้าใครอยากไปเที่ยวแล้วมีเรื่องเล่าไม่หยุดหย่อนแบบนี้ แนะนำให้มาเที่ยวกับแป้งเขียวนะคะ สวัสดีค่า

ดื้อ!!

Vanont_dog

"ดื้อ"

.....
มาเปลี่ยนบรรยากาศกันเสียหน่อย
วันก่อนคุยกับพี่ชายครับ
ว่าดื้อน้องชายตัวเล็กของที่บ้านจากไปกี่ปีแล้วหนอ
เพราะเหมือนว่ามันจากพวกเราไปนานมากเลย
พี่คนโตบอกน่าจะวันที่ 30 พฤจิกายน นี่แหละครับ
แต่จะ 4 หรือ 5 หรือ 6 ปีที่แล้วไม่แน่ใจ

ดื้อเป็นหมาที่ที่บ้านช่วยกันเลี้ยงตั้งแต่เล็กครับ
เป็นหมาที่มีนิสัยตามชื่อ

วันหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนที่บ้านเดิมก่อนจะย้ายมาบ้านปัจจุบัน
ข้าพเจ้าเดินออกมาข้างนอกบ้านเพื่อเอาขนมปังมาหลอกดื้อให้กระโดดงับเล่น
ไม่รู้แอคชั่นไหนของดื้อทำให้ข้าพเจ้าเกิดอยากจะวาดดื้อขึ้นมา
เลยเดินเข้าบ้านไปหยิบเฟรมผ้าใบขนาดเล็กมาสเก็ตซ์รูปดื้อไว้ก่อน
จากนั้นก็ไปหารูปดื้อที่เคยถ่ายไว้มานั่งดูรายละเอียด
และใช้สีอะคริลิกนั่งวาด ตอนนั้นน่าจะ 3-4 ชม.ได้ครับ
ระหว่างดูรูปดื้อก็สังเกตดื้อที่นอนอยู่ใกล้ๆ ไปตลอดจนเสร็จ
น้อยครั้งครับที่จะอยากวาดแล้วก็วาดจนเสร็จภายในวันนั้น
คือถ้าร่างภาพแล้วไปทำนั่นนี่ ภาพนี้อาจจะไม่เสร็จอย่างที่เห็นก็ได้

ดื้อจากไปหลายปีแล้วแต่ก็เหมือนมันยังไม่ได้จากไปไหน
เพราะวีรกรรมของดื้อมีเยอะมาก
ถึงเป็นหมาที่กวนตีนแต่มันก็มีพฤติกรรมน่ารักๆ หลายอย่างมากให้คิดถึง

เหตุเพราะอยู่ๆ พูดถึงดื้อขึ้นมาในวันนั้น
วันนี้จึงได้มานั่งมองภาพดื้อและเขียนเรื่องราวถึงดื้อขึ้นมาได้
แถมระหว่างพิมพ์เพลงของโรส ศิรินทิพย์ก็ดังคลอไปตลอด
ทำให้ภาพธรรมดาๆ ที่กะจะเล่าอะไรแบบธรรมดา
ดันมีความทรงจำหลายอย่างแทรกไปในตัวอักษรด้วยตามเพลง

http://www.youtube.com/watch?v=F9wi9rslPuc


เพราะเป็นวันที่ครบรอบวันที่ดื้อจากไป(ถ้าจำกันไม่ผิดนะ)
วันนี้จึงขอนำรูปดื้อมาลงเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเมืองที่ทำเอาข้าพเจ้าจริงจังไปด้วย

ฝันดีครับ

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 5)

catan world cup

“If I’ve seen further than others, it is by standing upon the shoulders of giants.” - Isaac Newton

เมื่อวันที่ 11 - 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผมได้ไปเข้าร่วมงานแข่ง Catan ชิงแชมป์โลก Catan World Championship 2014 (CWC 2014) ที่ประเทศเยอรมันนีครับ การแข่งขันนี้จะจัดทุก 2 ปีครับ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ไทยเราได้เข้าร่วม งานนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 64 คน จาก 33 ประเทศ โดยในการแข่งขันรอบแรกจะเป็นรอบคัดตัว ที่ต้องแข่งกันทั้งหมด 4 เกม แล้วใครมีคะแนนสะสมสูงที่สุด 16 คน ก็จะได้เข้าไปสู่รอบ Semi Final และ Final ตามลำดับ น่าเสียดายครับ ที่ผมตกรอบคัดตัว ไม่ได้ติด 16 คนสุดท้ายไปเข้ารอบ Semi Final แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ได้ประสบการณ์หลาย ๆ อย่างเลย นอกเหนือจากประสบการณ์การแข่งขันแล้ว … สิ่งที่ผมว่าสำคัญมากคือ ผมได้เห็นว่าผู้เล่นบอร์ดเกมของต่างประเทศ เค้ามีการศึกษาการเรียนรู้บอร์ดเกมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การบันทึกเกม การวิเคราะห์เกม ไปจนถึงการรวบรวมสถิติต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจมากที่สุดคือ แต่ละคนไม่มีใครหวงความรู้กันเลยครับ คือแต่ละคนพร้อมจะสอนกันและกัน ว่าใครมีเทคนิคยังไง มีกลยุทธ์ลูกเล่นดี ๆ ยังไง มันเหมือนกับว่า เป็นงานที่ผู้เชี่ยวชาญเกมคาทาน มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันครับ ผมได้มาคุยกับพวกเค้าแค่ 2 วันที่นี่ ผมก็ได้อะไรกลับไปอีกเพียบเลยครับ ที่เจ๋งคือ มันมีเทคนิคการเล่นอย่างนึงครับ ที่ผมค้นพบมันก่อนจะเดินทางมาเยอรมัน ผมว่ามันเป็นเทคนิคที่น่าสนใจ แต่ผมยังใช้ได้ไม่คล่องและยังไม่รู้ว่าต้องใช้ยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่พอมาแข่งแล้วพบว่า เทคนิคที่ผมอุตส่าห์คิดขึ้นนี้ พวกฝรั่งเค้าใช้กันทุกคนเลยครับ แถมใช้ได้ทะลุมิติกว่าที่ผมคิดไว้ซะอีก อันนี้เลยทำให้ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วประเทศทางตะวันตก เค้าพัฒนากันไปได้ไกล อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่แคร์ที่จะแชร์ความรู้ครับ เค้าไม่กลัวว่าคนอื่นจะรู้เท่ากับเรา แต่เค้าจะกลัวว่า มีอะไรอีกมั้ยที่เค้ายังไม่รู้มากกว่า นี่ขนาดว่ากำลังจะแข่งขันชิงแชมป์โลก เค้าก็ยังแชร์ความรู้และแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลา ขนาดผมมาจากประเทศเล็ก ๆ ยังมีคนมาขอคุยด้วยเลยครับเรื่องเทคนิคการเล่น … คือ จะว่าไปก็อาย ก็ความรู้ผมมันแค่มวยวัดน่ะครับ แต่พอเล่าให้เค้าฟัง เค้าบอกว่าขอบคุณมาก เพราะเค้าไม่เคยนึกถึงอะไรแบบนี้มากก่อน กลับมาไทยรอบนี้ ผมอยากจะเผยแพร่ความรู้ที่ผมได้มาทั้งหมด ให้กับคนที่สนใจเล่นเกมคาทานครับ อยากให้ความรู้ได้ต่อยอด ไม่อยากให้แต่ละคนต้องมาเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ เผื่อว่าแข่งชิงแชมป์โลกคราวหน้า จะมีคนไทยได้ติดเข้ารอบ Semi Final กับเค้าบ้าง แต่ถามว่าใครอยากจะมาเรียนรู้ แล้วเรียนไปได้อะไร ก็นั่นสินะครับ บอร์ดเกมบ้านเรามันยังถูกมองเป็นของเล่น เป็นงานอดิเรก มากกว่ากีฬาจริงจัง … แต่ไม่เป็นไรครับ ถ้าเราไม่เริ่ม แล้วใครจะเริ่ม จริงมั้ยครับ แนะนำบอร์ดเกม บอร์ดเกม ไม่ได้มีแต่เกมที่ต้องใช้กระดานนะครับ มันยังมีเกมพวกที่เป็นการ์ดเกม รอบนี้ขออนุญาตแนะนำการ์ดเกมระดับสุดยอด ชื่อเกม Bohnanza ครับ เกมน้ีเหมือนจะเล่นง่าย แต่คิดได้ลึกซึ้งสนุกสนานมาก ที่สำคัญ ใครสนใจหรือศึกษา Game Theory จะสนุกกับเกมนี้มาก! https://www.youtube.com/watch?v=4o-Ur4YkrUo

มา

มา

สวัสดีค่า แป้งเขียวค่ะ หลังจากที่เม้าท์มอยเรื่องงานเรื่องการจนขาเก้าอี้สั่นกันไปแล้ว ก็รู้สึกตัวได้ว่าเราควรจะเปลี่ยนเรื่องค่ะ ไม่อย่างนั้นอาจจะได้กินแกลบกันเลยทีเดียว แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เราเป็นคน work hard play harder อยู่แล้ว จึงมีเรื่อง play play มาเล่าให้ฟังกันบ้างค่ะ

วิถียามว่างที่ทำเสมอ ขาดไปเหมือนกับจะขาดออกซิเจนนั้นก็คือ การไปเที่ยวค่ะ โชคดีอย่างมากที่เพื่อนเป็นคนประเภทเดียวกัน คือใจง่าย ชวนไปไหนก็ไป นั่งกินข้าวอยู่ชวนไปพัทยาก็ลุกกันพรวดพราด เรียกได้ว่าใช้ชีวิตคุ้มกันจริงๆ ซึ่งทุกครั้งที่เดินทาง ย่อมเกิดเหตุการณ์ประหลาดทุกที ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ซวย นั้นแหละค่ะ โทษกันไปกันมา หาตัวซวยประจำแก๊งค์ โดยเทียบจากสถิติความซวยที่ผ่านมาในรอบปี สลับสับเปลี่ยน ตัวแปล ได้ข้อสรุปว่า คะแนนของแป้งเขียว นำโด่ง เพราะงั้น แป้งเขียวจึงมีเรื่อง ซวยๆ มาเล่าให้ฟังเยอะแยะเลยค่ะ ไหนๆ ก็ไหนๆ ล่ะ ขอเล่าเรื่องที่พีคที่สุดในชีวิตเลยก็แล้วกันนะคะ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ พฤศจิกายน ปี 2554 ค่ะ   คงจำกันได้ว่าปีนี้เป็นปีแห่งภัยพิบัติ น้ำท่วมกรุงเทพฯ เรียกได้ว่าเสียหายหลายแสน และแน่นอนค่ะ วัยกลัดมันอย่างเราจะต้องออกเดินทาง นอนอยู่บ้านเผชิญกับภาวะน้ำท่วมไม่ไหว แต่แค่ก่อนออกเดินทางก็เกิดเรื่อง เนื่องจากเส้นทางเดินรถ น้ำท่วมไปทุกพื้นที่ รถทัวร์สายที่เราจองเอาไว้ ดันยกเลิกการวิ่งซะงั้น รู้ข่าวก่อนออกจากบ้านประมาณห้านาที แต่ใจมันลอยไปไกลแล้วค่ะ ยังไงก็ต้องออกเดินทาง ขั้นแรกต้องลุยน้ำเน่ามารับเงินคืนที่หมอชิต เป็นการไปตายเอาดาบหน้าอย่างแท้จริง เจอรถทัวร์สายเหนือแล้ว  ขึ้นราคากันเป็นว่าเล่นปกติเจ็ดร้อยเนี่ยต้องมีทีวีพร้อมอาหารเย็นฟรีอย่างดีเลยด้วย แต่นี่ไม่มีอะไรเลยค่า ผ้าห่มเก่าๆ หนึ่งผืน แต่เอาน่า มันเกิดวิกฤตก็ต้องยอมล่ะคะ ใจเขาใจเรา  มุ่งหน้าสู่พะเยากัน เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่แสนเชื่องช้า เราออกจากหมอชิตหนึ่งทุ่ม ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ยังไม่ออกจากรังสิตเลย แรกๆ ก็สนุกอยู่หรอก คุยกันไปตลอดทาง แต่นี่เราคุยกันมาห้าชั่วโมงแล้วนะ หลับก็แล้วอะไรก็แล้ว แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงชายหนุ่มที่แสนจะเกรี้ยวกราดดังมาจากฝั่งคนขับ “อีมา!!อีควาย!!!!!!!@$%^&*()_+”  คือยาวเหยียด เนื้อหาประมาณว่า พ่อหนุ่มคนขับร่างกำยำผู้นั้นหิว ก็เลยต่อว่าภรรยาที่ชื่อ มา (พนักงานประจำรถ) ว่าทำไมไม่ซื้อข้าวไว้ให้ ฝ่าย มา ผู้เป็นภรรยาก็ได้แต่เงียบด้วยความรู้สึกผิด การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป เสียงด่าทอด้วยความน้อยอกน้อยใจของผู้เป็นสามียังมาไม่ขาดสาย ไอ้เราคนฟังก็ได้แต่เห็นใจ มา ระหว่างทางมีการแวะปั๊มเข้าห้องน้ำ เวลาผ่านไปนานพอสมควร แต่รถก็ยังไม่ออกตัว สองสามีภรรยาหายไปทั้งคู่!  คนในรถต่างคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือว่า …… “ฆ่ากันตายแล้วมั้ง!!”  เสียงคุณป้าท่านหนึ่งอุทานขึ้น ซึ่งทุกคนก็คิดแบบนั้น แต่ไม่นานทั้งสองก็รีบวิ่งมาขึ้นรถ ... โล่งอกไปที ตอนนี้หลุดพ้นจากเส้นทางน้ำท่วมแล้ว เสียงด่าทอหายไป การเดินทางเริ่มราบรื่นขึ้น ถึงช่วงเวลาพักผ่อนเรียกได้ว่าหลับกันทั้งคันรถ ลืมตาตื่นอีกทีพบว่าทุกคนดูลุกลี้ลุกลน ตอนนี้เกือบเจ็ดโมงแล้ว เราเดินทางมา 12 ชั่วโมง แต่เพิ่งถึงนครสวรรค์ เพื่อนบอกว่าจอดในปั๊มนี้มาเกือบชั่วโมง โดย มา ให้เหตุผลว่า  รอเติมแก๊ส ทุกคนทยอยลงกันไปเข้าห้องน้ำ กินข้าว นั่งเล่นนั่งคุยกัน ใครที่มาคนเดียวก็ได้เพื่อนจากการรอคอยครั้งนี้ กลุ่มคุณป้าที่ต่างคนต่างมา แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องที่เกิดขึ้น “ถ้าขึ้นรถตู้คงถึงไปแล้ว” “จอดเติมแก๊สอะไรนานขนาดนี้” “คนขับแอบไปหลับมากกว่า” บลาๆ ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ก็แน่ล่ะ ปกติเจ็ดชั่วโมงก็ถึงที่หมายแล้วนะ แต่นี่เพิ่งได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น และด้วยความคับข้องใจ ประกอบกับมีเพื่อนๆ คอยหนุนหลัง คุณป้าผู้กล้าคนนึง เดินขึ้นไปบนรถ พร้อมกับสอบถามถึงความล่าช้าในครั้งนี้ แต่ มา ผู้น่าสงสารมาตลอดคงจะอัดอั้น และ เก็บกดมาจากที่โดนสามีด่า จึงตะโกนเสียงดัง ใส่หน้าคุณป้า เท้าสะเอวชี้หน้า ทำเอาทุกคนหันมามองเป็นจุดเดียวด้วยความโกรธ  “ถ้ามีปัญหามากก็ลงไปเลย บอกว่าเติมแก๊สๆ เปิดแอร์ให้นั่งรอเย็นๆไม่ชอบรึไง ถ้าไม่พอใจก็ลงไปเลย ไม่คืนตังค์ด้วย”  (ปล.1 คำพูดเหล่านี้ได้พูดลดทอนคำหยาบลงไปแล้ว ปล. 2 กรุณาอ่านแบบใส่อารมณ์มากๆ และนึกถึงหน้าผู้หญิงวัยเกือบจะสี่สิบ ยืนชี้หน้าคุณ ซึ่งคุณคือคุณป้าวัยใกล้หกสิบ) เท่านั้นยังไม่พอ ฝ่ายสามีได้ยินดังนั้น ก็รีบขึ้นมา ไม่ได้ขึ้นมาห้ามแต่ขึ้นมาด่าสมทบ ทั้งสองชี้หน้าคุณป้า ด่าสาดเสียเทเสีย คำด่า ปนคำหยาบ คิดในใจว่า ถ้ามีคนใดคนหนึ่งในรถปารองเท้าใส่หน้า มา และ สามี ทุกคนก็พร้อมที่จะปาตาม สถานการณ์ไม่สู้ดีคิดว่าถ้าไม่หยุด อาจมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้นได้ ทุกคนในรถจึงพยายามข่มใจไว้  แต่ผู้กล้าของเราน่าสงสารที่สุด คุณป้าผู้กล้า ถ้าเป็นไปได้หนูนี่อยากจะวิ่งไปกอด หลังจากเหตุการณ์ที่ทำเอาตึงเครียดกันทั้งคันรถ ต่างคนต่างปลง ปล่อยไปเถอะแค่ให้ถึงที่หมายก็พอ เชื่อว่าคนทั้งรถรุมด่าสองสามีภรรยาในใจไปเรียบร้อยแล้ว บรรยากาศเงียบงัน นางคงรับรู้ได้เลยเปิดเพลงให้ฟังสบายๆ ฟังไปเรื่อยๆ ดูวิวไปเรื่อยๆ บรรยากาศเริ่มดีขึ้น ใกล้ถึงที่หมายของเราแล้ว แต่สิ่งที่อยากเห็นที่สุด คือ การลงรถของคุณป้า นั้นไงถึงแล้วบ้านคุณป้า มา ประกาศชื่อสถานีต่อไป คุณป้าหยิบกระเป๋ามาอย่างทุลักทุเล มา ช่วยจับกระเป๋า ทั้งสองยิ้มให้กัน ราวกับว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์ชี้หน้าด่ากันขึ้น เพราะอะไรนะ จะว่าเพลงที่กำลังเปิดมันทำให้อารมณ์ของทั้งสองดีขึ้นแล้ว หรือเพราะคุณป้าคิดว่าปล่อยๆ มันไปเถอะ ชาตินี้คงไม่ได้เจอกันอีก  หรือ เพราะมีพลังงานบางอย่างที่บดบังเอาไว้ก็เป็นได้ จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งก็ดีแล้วล่ะคะ แต่สำหรับเรามันไม่จบนะ หลังจากวันนั้นก็ไม่ขึ้นรถทัวร์สายนี้อีกเลย ซึ่งก็มีรีวิวให้เห็นหนาตา ว่าสายนี้ขึ้นชื่อเรื่องบริการแย่ๆ อยู่แล้วค่ะ คำถามคือการให้บริการนั้นสำคัญไฉน อย่าเอาวิกฤตมาอ้างแล้วทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีทางเลือกเลยค่ะ (อารมณ์จริง) อันนี้อาจจะรวมไปถึงทุกๆ อย่าง ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตมักมีผู้ฉกฉวยโอกาสอยู่เป็นเนืองๆ ใจเขาใจเราสำคัญนะคะ โอยๆๆ ตอนนี้นึกเรื่องซวยๆตอนไปเที่ยวได้อีกตรึมเลยค่ะ อยากเขียนแล้ว ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ

Self Portrait

Vanont-self Self Portrait : Vanont Rug ...
คำสอนสมัยก่อนเคยกล่าวไว้ว่า
ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่
แต่จะดูกันแน่แน่ต้องดูจากภายใน
เคยใฝ่ฝันอยากเห็นกะโหลกตัวเองมานานแล้วแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
มีวันหนึ่งเกิดนึกคึกอะไรไม่รู้อยากลองวาดหน้าตัวเอง
แต่มองหน้าตัวเองมาก็ 20 กว่าปีตั้งแต่เด็กยันหนุ่มแล้วรู้สึกเบื่อ
วันนั้นเลยขอลองวาดกะโหลกตัวเองดูซะเลย

หากมีคนถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากะโหลกตัวเองเป็นแบบไหน
ไปแอดมิทโรงพยาบาลเอกชนให้เค้าเอกซเรย์หัวกะโหลกรึ
อันนั้นเปลืองเกินไปไม่เอาๆ
หรือเอามีดปอกผลไม้ค่อยๆเลาะหนังและเซลฟี่ตัวเองกับกะโหลกสดๆ รึ
อันนี้ก็ดูโหดโรคจิตไปไม่ดีๆ มันมีวิธีศึกษาลักษณะหัวกะโหลกตัวเองง่ายๆ ครับ
ขั้นแรกลองวาดหน้าตัวเองออกมาซักรูปนึงก่อน
จากนั้นเอามือตัวเองนี่แหล่ะครับลองลูบคลำหัวตัวเอง
ทั้งเบ้าตา โพรงจมูก รูปทรงกราม โหนกแก้ม
แล้วก็วาดหัวกะโหลกซ้อนเข้าไปกับภาพหน้าตัวเองที่วาดไปแล้ว
หัวกะโหลกมันจะมีส่วนโหนกส่วนนูนส่วนเว้าที่แตกต่างกันตามหน้าต้นแบบที่เราวาด
อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอเซ็นต์นักแต่ผลออกมาก็เป็นดังภาพที่เห็นครับ
ที่เล่ามาคือการเข้าถึงตัวเองการรู้จักตัวเองก่อนจะแนะนำให้คนอื่นรู้จัก

ข้าพเจ้าชื่อ กิ้ว ครับ กำลังจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Afterword
จากงานอดิเรกที่ทำเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันในเรื่องของการ Sketch ภาพครับ
มันเริ่มจากที่ตัวเองเป็นคนชอบเที่ยวไปตามที่ต่างๆ
แรกๆ ก็ถ่ายรูปไปวันๆ เห็นอะไรเราก็ถ่ายรูปเก็บไว้
พอไปเที่ยวบ่อยเข้ารูปที่ถ่ายไว้ก็เยอะขึ้น ถ่ายรูปเสร็จก็เก็บไว้ไม่เคยเปิดดูอีกเลย
เมื่อความจำเจมาเยือน จากนั้นข้าพเจ้าเลยไม่ค่อยถ่ายรูปเวลาไปเที่ยวไหนอีกเลย
จนมีอยู่วาระหนึ่งที่บังเอิญมีกระดาษมีปากกาติดมือไปด้วย
ระหว่างรอคนอื่นทำกิจกรรมต่างๆนานา เราก็ว่างไม่มีอะไรทำเลยขีดๆ เขียนๆ ไปเรื่อยๆ
จากลากเส้นเรื่อยเปื่อย พอเริ่มชินมือเลยลองวาดอะไรตามที่ตาเห็นบ้าง
ยิ่งรอคนอื่นนานเรากลับมาความสุขมากกว่าที่เคยเป็น
กลายเป็นว่าได้เกิดโลกเสมือนใหม่ขึ้นมาทาบกับโลกกับที่เราอยู่
ช่วงเวลาที่มีกระดาษมีปากกาและมีเราอยู่นั้นมันเป็นช่วงเวลาที่มีสมาธิมาก
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ทุกที่ที่ข้าพเจ้าไป จะมีอุปกรณ์วาดเขียนติดมือไปด้วยเสมอ

และด้วยรูปที่ได้วาดมาทุกๆ ที่ที่ไปได้เผยแพร่ในสื่อออนไลน์
ทำให้ดึงดูดคนที่ชอบการวาดเหมือนกันมาสมาคมกันได้
จากการวาดด้วยเส้นปากกาหรือดินสออย่างเดียว ก็เพิ่มการใช้สีน้ำเข้ามา
ยิ่งได้ออกไปวาดกับกลุ่มคนที่ชอบวาดเหมือนกัน ทักษะและมุมมองรวมถึงความสนุกของเราก็เพิ่มมากขึ้น
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสุขจากการวาดและได้ส่งต่อความสุขให้คนอื่นก็กลายเป็นกิจกรรมยามว่างที่เป็นกิจวัตรประจำวัน
ฉะนั้นการที่จะรู้จักใครซักคนให้รู้จักจากสิ่งที่เค้าชอบเค้าทำ
ค่อยๆทำความรู้จักกันไปผ่านมุมมองจากเรื่องราวในภาพวาดไปเรื่อยๆนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ
....

รักคือสายน้ำ

" ปล่อยให้มันไหลไปตามความรู้สึก ท่วมบ้าง แห้งบ้าง ตามประสา อย่ากล้วที่จะกล้า "

ผมแอบรักเธอมานานแล้วครับ นานมากพอที่จะไม่กล้าพูดความรู้สึกนี้ให้เล็ดลอดออกไปให้เธอรับรู้

เพราะกลัวจะเสียเธอไปครับ

ผมเป็นแค่ยามหน้าตึกแต่เธอเป็นแม่บ้านทำความสะอาด ผู้น่ารัก และสูงส่งสำหรับผม ทุกวันผมจะเข้าไปในห้องน้ำแล้วเอาดินสอเขียนความรู้สึกไว้กับฝาผนัง ผมไม่ได้โรคจิตนะครับ ผมแค่อยากให้เธอได้เห็น

"สู้ๆนะครับ"

"วันนี้เหนื่อยไหม"

"วันนี้แต่งตัวน่ารักนะครับ"

"วันนี้ฝนตก พกร่มมาไหม"

"กินข้าวด้วยนะ"

"เห็นเธอยิ้มก็สบายใจ"

และนานาถ้อยคำในแต่ละวัน และมันก็ถูกลบทิ้งในแต่ละวัน

ผมใช้ดินสอเขียนเบาๆครับ ไม่ทำให้เธอเหนื่อยหรอก

ไม่เคยมีข้อความตอบกลับจากเธอ แต่ทุกวันที่เห็นเธอกลับออกมาจากทำความสะอาดห้องน้ำ เธอก็จะมีรอยยิ้มเสมอ

จนวันหนึ่ง ผมรู้ข่าวว่าเธอจะแต่งงาน และผมก็ได้รับเชิญให้ไปงานนั้น

แม้จะเหมือนคนอกหัก แต่ก็ช่วยไม่ได้ ผมเลือกที่จะรู้สึกดีกับเธอในพื้นที่นั้นเอง

ภายในงาน เธอแต่งชุดเรียบง่าย จัดในร้านเล็กๆ เธอแต่งกับยามในตึกเดียวกันกับผมนั่นแหละ

พิธีกรถามถึงการเจอกันกับเจ้าบ่าว เธอตอบแต่เพียงว่า ทุกวันเธอจะได้อ่านข้อความบางอย่างบนผนังห้องน้ำ และเธอก็รู้สึกมีความสุขมาก จนเธอไปเข้าใจผิดว่า เจ้าบ่าวเป็นคนเขียน

แต่นั่นมันก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะข้อความ และความเข้าใจผิดครั้งนั้น ทำให้เธอเจอคนที่ทำให้เธอมีความสุขได้จริงๆ ได้เรียนรู้ ได้ยินคำพูด ได้ยินความรู้สึกจากคนจริงๆ จากเสียงจริงๆ ซึ่งมันมีความสุขกว่ามากมาย

ถ้าเป็นไปได้ เธอก็ต้องขอบคุณคนที่เขียนข้อความเหล่านั้นด้วย เธอพูดจบก็ คนในงานก็เชียร์ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวจูบกันอย่างสนุกสนาน

มีแต่ผมที่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า และหน้าชาอยู่อย่างนั้น ผมปล่อยให้สายน้ำแห่งความรู้สึกไปไหลไปแสดงออกผิดที่ เลือกที่จะแสดงความรู้สึกดีนั้นไป เพียงแค่ในห้องน้ำ แค่ข้อความบนผนัง

ผมพลาดที่จะได้แสดงความรู้สึก หรือ พูดสิ่งเหล่านั้นไปตลอดกาล เพียงเพราะผมไม่กล้าพอ วันนี้ผมจึงเสียเธอไป เช่นกัน

......

ยินดีด้วยนะ  ^^

(คือข้อความสุดท้ายบนผนังห้องน้ำจากผมถึงเธอ ที่ถูกเขียนด้วยปากกา และมันก็ลบยาก จนถูกทิ้งไว้แบบนั้นตลอดไปกับความรู้สึกในใจของผมตลอดกาล)

 

ออกไปทำงานที่เรารักกันเถอะ...

Pang

ขณะนี้เวลา สาม นาฬิกา สิบเอ็ดนาที สามสิบสามวินาที… ค่ะ ยังคงทำงานอยู่ สำหรับเรานาฬิกาเป็นแค่เครื่องเตือนว่าใกล้เช้าหรือยังแค่นั้น ไม่ได้บอกว่า เราควรจะ กินข้าว อาบน้ำ หรือ นอนได้แล้ว จะนอนไม่นอนมีสองปัจจัย หนึ่ง งานเสร็จ สอง ง่วงจนอดทนไม่ไหวถ้าไม่ไปนอนต้องหลับคาคอมแน่ๆ ดูบ้าบอดีอะ ทำงานอะไรของมัน แม่ถามตลอด ทำงานไรอะลูก ถามทู้กวัน  นั่นสิคะแม่ นี่หนูทำงานอะไร

เอาจริงเราเป็นคนชอบทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันนะ เราสามารถกินข้าว ทำงาน ดูหนัง และเลี้ยงหลานได้พร้อมๆกัน ด้วยเพราะเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงมันน้อยนิดที่จะทำอะไรทีละอย่าง และนิสัยแบบนี้ก็ติดมา แม้แต่การทำงานเรายังชอบทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน เราพร้อมเสมอที่จะรับงานใหม่ที่น่าสนใจ แม้งานเก่ายังเต็มแน่นเอี๊ยด เราอยากลอง อยากรู้ อยากทำไปหมด รับรับรับ ทำทำทำ พร้อมๆ กันไปนี่แหละ แอบเชื่ออย่างนึงว่าคนจะประสบความสำเร็จเขาไม่ทำอะไรอย่างเดียวหรอก ไม่รู้ว่าเชื่อถูกไหม

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้มันจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้างานที่ทำเราเบะปากใส่มัน  เราคงต้องรีบหาเวลาไปแอบพักและเลิกทำได้ถ้ามีโอกาส เราคงมองตัวเองเป็นหลักงานเป็นรอง ถามว่าเรามีอารมณ์แบบนั้นบางไหม บ่อยไป ไม่มีอะไรสวยงามในการทำงานหรอก เรื่องขัดใจเยอะ อยู่ที่ว่าทนอยู่หรืออยู่ทน

แต่มีสามปัจจัยที่ผู้ใหญ่สอนไว้ เป็นคาถาสำหรับการเลือกงาน คือ งาน เงิน และเพื่อน เราลองมาดูกันเป็นข้อ เริ่มจากงานก่อน เช็คตัวเองกันหน่อย ว่าเราชอบมันไหม เราอยู่กับมันได้หรือเปล่า ความถนัดล่ะ เราคิดว่าเราจะฝึกฝนตัวเองให้พัฒนาขึ้นไปกว่านี้ได้ไหม เราเคยมีความคิดที่ว่า อยากให้เวลาช่วงนี้หมดไปเร็วๆ เพื่อที่จะไปทำอย่างอื่นรึเปล่า ถ้าใช่ เราคงต้องมาคิดใหม่ เพราะงานนี้อาจจะทรมานใจจนไม่อยากอยู่ต่อ

มาที่เงิน ผลตอบแทนที่ได้ คุ้มค่ากับเวลา แรง และสมองที่เสียไปไหม เรื่องเงินนี่พูดยาก ความพอใจต่างกัน บางคนไม่เยอะไม่ทำ บางคนเพียงพอกับเงินแค่น้อยนิด แต่งานหนักโฮกก็ไม่บ่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนะ เอาทางสายกลางแล้วกัน  ดูแล้วว่าสมเหตุสมผล เรารู้อยู่แล้วล่ะว่าจุดตัวเองอยู่ตรงไหน  ซึ่งก็จะไต่ระดับ คำนวนจากความสามารถของแต่ละบุคคลกันไป

ส่วนเรื่องสุดท้าย อันนี้สำคัญ หลายครั้งที่สองข้อแรกไม่มีปัญหาแต่มาติดที่ข้อหลังข้อเดียวก็อยากจะขอบาย นั่นคือ เพื่อน หรือ สังคมการทำงานนี่ล่ะ  คนที่เราต้องทำงานด้วย คนที่อยู่กับเราในเรื่องงาน ซึ่งเพื่อนในชีวิตจริงกับเพื่อนในที่ทำงาน อาจจะเป็นคนเดียวกัน หรือ คนละคนกันก็ได้ บางคนทำงานได้แต่เป็นเพื่อนกันอาจจะไม่เวิร์ค แต่ก็มีเยอะที่ทั้งเพื่อนร่วมงานและร่วมชีวิตเป็นคนเดียวกัน เพราะบทบาทการทำงานอาจทำให้เราเป็นคนละคนกับเราที่ใช้ชีวิตในยามปกติ อยู่ที่ว่าเพื่อนเราคนนี้จะมีความเหมือนหรือต่างจากเราในเรื่องนี้ไหม เราต้องจูนกันไปถึงไหน ถ้าใช่คงไม่ต้องจูนกันเยอะ แต่ถ้ามันเยอะก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ใช่ อะ งงล่ะดิ

เอาจริงๆ คนเรามันต้องปรับตัวกันอยู่ตลอดเวลา ปรับตัวเพื่อให้สนุกกับงาน ปรับตัวเพื่อให้พอเหมาะกับเงิน และปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน คงไม่มีใครชัดเจนถึงขั้นว่า ฉันไม่โอเค ฉันไม่ทำ บ๊ายบายลาก่อนในวินาทีแรกที่เห็นงานตรงหน้าหรอก มันต้องเรียนรู้ปรับตัวในระดับหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ก็แค่ถอยออกมา ครั้งหน้าไม่มีอีก งานแบบนี้ เงินแบบนี้ หรือเพื่อนร่วมงานแบบนี้  จากสามปัจจัยที่บอกไป ตรงแค่สองข้อก็ถือว่างานที่คุณทำก็น่าจะแฮปปี้ดี มีความสุขใช้ได้  ถ้าครบสาม วิเศษสุดในชีวิต คุณคงรู้สึกเหมือนไม่ต้องทำงาน แต่หากเหลือเพียงหนึ่ง นั้นคุณคงต้องคิดพิจารณาตัวเองอีกครั้ง

คำถามคือ จะเวอร์ไปทำไม งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข อย่าคิดมาก เจอแบบนี้ อาจจะต้องบอกว่า เพราะไม่เคยทำงานที่ได้เงินเยอะๆ ถึงขั้นเอาเงินไปบันดาลสุขได้ หรือ คิดว่าเงินมันเป็นปัจจัยที่มาทีหลังได้ก็ไม่รู้  มาทีหลังหมายถึงช่วงเวลา  ในเวลาที่เราแก่ขึ้น เราคงได้ทำงานที่เราอยากทำยากขี้น หรือไม่ก็ไม่ทำแล้ว ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เราอาจจะต้องหาเพื่อนร่วมงานที่ดีๆไว้ เพราะยิ่งโตขึ้นเพื่อนก็น้อยลงไปทุกที ที่จุดนึงเราต้องให้เวลากับครอบครัวเป็นสำคัญ แต่เงินมันมาได้เสมอไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาไหน ถ้างานดีเพื่อนดี โอกาสดีๆ เงินดีๆ มันก็จะตามมาเอง

สุดท้ายคงต้องแล้วแต่ใครเลือกที่จะอยู่กับงานแบบไหน งานมันอาจจะเป็นสองในสี่ส่วนของชีวิตเรา หนึ่งส่วนหมดไปกับการเรียน  อีกหนึ่งส่วนกับการใช้ชีวิต และสองส่วน คือการทำงาน  แค่เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขดีตลอดครึ่งชีวิตนั้นก็เพียงพอแล้วโดยที่ไม่ต้องเอาปัจจัยใดๆมาวัด ป่ะ ! เช้าแล้ว ออกไปทำงานที่เรารักกันเถอะ

 

Celebography

ช่วงนี้ถ้าใครได้ตามข่าวภาพถ่ายนี่จะมีดราม่าค่อนข้างเยอะนะครับ เรื่องก๊อปมุมเอย ทำนิสัยไม่ได้ในงานเอย ขโมยรูปกันเอย สารพัด (จริงๆมันมีเรื่อยๆแหละครับ... เหมือนกับงานสาย Creative ทั่วไป) แต่โดยส่วนตัวผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องสถานะ Celebrity ของช่างภาพนี่แหละครับ ที่หลายๆ ครั้งจะกลายเป็นประเด็นดราม่าขึ้นมาให้คนปากมอมอย่างผมได้เม้ามอย ผมว่าหลายๆ คนก็คงมีอารมณ์งงกันบ้างกับรูปบางรูป เกี่ยวกับยอดไลค์บางรูป (ในยุค Social Network นี้ผมขอใช้ยอด Like เป็น KPI ละกันนะครับ) ว่าเฮ้ยยยยย มันมีคนชอบได้ขนาดนี้กันได้ยังไงวะ… แฟนคลับตรึม… รูปอะไรก็ไม่รู้ หรือบางทีก็มีโพสต์เวปออนไลน์พูดถึงช่างภาพ “ที่วินาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก” แต่พอไปคุยกับมืออาชีพหลายๆท่านก็ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใครวะ…” คุ้นๆกันบ้างไหม บางคนอาจจะบอกว่าผมใจแคบไปแขวะเขาที่มีคนดูงานมากกว่าเพจง่อยๆของผม แต่ขอออกตัวก่อนเลยว่าถ้างานดีผมก็ชมอยู่แล้วล่ะครับไม่ได้ว่างาน (อย่าบอกว่า Art มัน Subjective… Art Theory + การเล่าเรื่อง องค์ประกอบ มันดูกันได้ครับ) แค่โดยส่วนตัวเป็นคนที่แอบรำคาญ Hype การตลาดฉาบฉวยอะไรแบบนี้ และกระแสคลื่นซึนามิแฟชั่นของโลกออนไลน์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ผมเชื่อว่าภาพที่ดี มันก็ดีของมันโดยที่ไม่ต้องมาอวยเห่ออะไรกันมากหรอก งานที่ดีมันย่อมทนทานได้กับการทดสอบของกาลเวลา ซึ่งไอ้การเป็น Celeb ปั่นไลค์หาแฟนคลับนี่มันจะมีอะไรมากวะ เกี่ยวดิครับเกี่ยวกับตั้งแต่งานประกวดบ้าๆ บอๆ ที่ให้คนกดโหวตแล้วล่ะครับ ปั่นไลค์กันเยอะแยะคะแนน Popular Vote พวกนี้… งานพวกนี้เลิกส่งไปนานแล้วครับ แล้วในอีกแง่ผมว่ามันเป็นการทำลายการเติบโตของช่างภาพเหล่านี้ด้วยเหมือนกันนะ แฟนคลับอวยเยอะๆ มันก็เป็นปกติในการที่จะทะนงตัวจนหยุดพัฒนาตัวเองไป.. เอาเถอะ ไม่มีอะไรมากแค่บางทีเราก็อยากเห็นการเติบโตในวงการภาพถ่าย มีงานดีๆมาให้เสพ มีแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ออกไปสร้างงานดีๆ ไม่มาหยุดติดแค่กระแสอะไรฉาบฉวยแค่นั้นหรือแค่ตัวเลขใน Social Network ก่อนลาก็ขอฝากคำพูดของรุ่นพี่ที่เคารพท่านหนึ่งไว้ในนี้ละกันครับ งานแกผมขอยกขึ้นไว้ในหิ้งและเป็นแรงบันดาลใจถ่ายรูปของผมตั้งแต่เด็กเลย "อยากได้เงินก็ทำงานสิ อยากเป็นศิลปิน ก็ทำงานสิ อยากดังก็ทำงานสิ คนสมัยนี้ประหลาด อยากทำงานน้อยๆ เอาเวลาที่ไปโปรโมทตัวเองไปทำงานดีกว่ามั้ย โลกทุกวันนี้มันแย่เพราะคนส่วนใหญ่ทำ 10 โปรโมท 90 คือถ้าทำ 80 โปรโมท 20 มันยังรับได้นะ”

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 4)

วันที่ 10 – 12 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ผมจะไปที่ประเทศเยอรมันนีเพื่อไปแข่งเกมคาทาน (the Settlers of Catan) ชิงแชมป์โลกครับ การแข่งคาทานชิงแชมป์โลกนี้ มีมาหลายปีแล้วครับแต่สำหรับคนไทยเราพึ่งมีโอกาสได้ไปเข้าร่วมเป็นครั้งแรก การแข่งขันจะจัดทุกๆ 2 ปีครับ โดยสถานที่จัดจะสลับกันจัดระหว่างประเทศเยอรมันนีและอเมริกา ซึ่งก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นครับว่าปีนี้จัดที่เยอรมันนีเมืองเบอร์ลิน ส่วนปีที่ไม่มีชิงแชมป์โลก เค้าจะมีชิงแชมป์ทวีปยุโรป กับ แชมป์ทวีปอเมริกาเหนือแทน ผู้เข้าแข่งขันก็มาจาก 33 ประเทศครับ รวมถึงแชมป์โลกคนที่แล้ว (แชมป์โลกปี 2012) แชมยุโรป2013 และ แชมป์อเมริกาเหนือ 2013 สำหรับวงการบอร์ดเกม งานนี้ยิ่งใหญ่มากครับเพราะเกมคาทานถือได้ว่าเป็นบอร์ดเกมอันดับหนึ่งของโลก แต่ละประเทศ มีการจัดแข่งขันเพื่อหาตัวแทนไปแข่งซึ่งจัดกันจริงจังมากครับ ผู้เล่นแต่ละคนมีการฝึกซ้อม วางแผน เตรียมตัวกันอย่างเป็นระบบ เช่นในประเทศมาเลย์เซีย มีการแข่งขันกันร่วมเดือนเลยครับ โดยแบ่งการแข่งขันเป็นหลายๆรอบเพื่อหาตัวแทนจากรัฐต่างๆ และ มาจบที่ชิงแชมป์ประเทศ ก็น่าเสียดายนะครับที่ผู้เล่นบอร์ดเกมในไทยยังมีไม่เยอะนัก การแข่งขันเลยยังไม่ยิ่งใหญ่เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผมเชื่อว่าปีหน้าจะมีคนมาเข้าร่วมแข่งคาทานชิงแชมป์ประเทศไทยหลายร้อยคนแน่นอน และ ในอนาคตจะมีการแข่งขันชิงแชมป์ภาคต่างๆ เพื่อหาตัวแทนมาชิงแชมป์ประเทศแน่นอน ผมเชื่อว่าการจัดอีเวนท์การแข่งขันจะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการบอร์ดเกมไทยครับ เพราะผมมองว่ามันจะช่วยทำให้คนทั่วไปเข้าใจบอร์ดเกมดีขึ้นครับ ว่าบอร์ดเกมไม่ใช่แค่ของเล่น แต่เป็นเหมือนกีฬาชนิดหนึ่งได้เลยทีเดียวที่คนเล่นต้องมีการฝึกซ้อม การวางแผน และ การแข่งขัน นอกเหนือจากนี้การแข่งขันยังทำให้เรารู้สึกคึกคักด้วยครับ ประมาณว่าสนุกกว่าเล่นอยู่บ้านเฉยๆ :D ความฝันของผนนะครับ ผมอยากเห็นการแข่งขันบอร์ดเกมเกิดขึ้นในระดับโรงเรียนเลยครับ เช่นในการแข่งขันระหว่างโรงเรียน ในงานกีฬาสีเป็นต้น ฟังดูเพ้อฝันดีนะครับ แต่ผมเชื่อครับว่าถ้ามันเกิดขึ้นประเทศไทยเราจะดีขึ้นอีกเยอะครับ เพราะบอร์ดเกมมันเข้าถึงได้ง่ายกว่าหมากรุกแต่พัฒนาสมองได้ดีไม่แพ้กัน แนะนำบอร์ดเกม นอกจากเกมคาทานแล้ว เกมอื่นที่มีชิงแชมป์โลกก็คือเกม Carcassonne ครับ เกมนี้เล่นง่ายมาก แต่สามารถเล่นได้ลึกซึ้งและซับซ้อนครับ ลองมาดูวิธีเล่นเกมนี้กันนะครับ https://www.youtube.com/watch?v=sKErUDoz-ws   ปล.1 มีหลายๆคนถามผมว่า งานชิงแชมป์โลกนี้ถ้าชนะ ได้รางวัลอะไรบ้าง ... เอาจริงๆนะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ :P ปล.2 แข่งขันงานนี้ผมจริงจังมากครับ ทำสมุดจดบันทึกวิธีการเล่นและเทคนิคต่างๆไว้เลย นอกจากนี้ผมยังพยายามคำนวนความน่าจะเป็นของการกระจายตัวของตัวเลขไว้ด้วย

10599614_908764665819710_64659664391005897_n 10660138_908764635819713_6836759896967106159_n

The Monk and The Riddle

passion “ชีวิตกับการทำงานแยกออกจากกันได้ไหมครับ?” คำถามสั้นๆแต่ตอบยากเนอะ งั้นขอผมลองใหม่ ลองนึกภาพตัวคุณเองตอนอายุซัก 45 ปีนะครับ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ยังทำงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันหรือเปล่า หรือว่า คุณกำลังใช้ชีวิตอย่างสนุก ทำสิ่งที่คุณรัก หลังปลดเกษียณแล้วจากการทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเห็นภาพว่าคุณกำลังใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน คุณมีแนวโน้มจะเห็นว่า ชีวิตสามารถแยกออกจากการทำงานได้ครับ และตอนนี้คุณกำลังทำงานในปัจจุบันด้วยกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Deferred Life Plan” (ขออนุญาตทับศัพท์ตามในหนังสือ The Monk and The Riddle นะครับ) แนวคิดนี้มี 2 ขั้นตอนสั้นๆ ด้วยกัน คือ ขั้นตอนที่ 1 ทำในสิ่งที่คุณต้องทำ (คือ ทำงานในปัจจุบันเพื่อเก็บเงิน) ...แล้วจึงค่อย ขั้นตอนที่ 2 ทำในสิ่งที่คุณชอบ ผมเคยคิดว่าการทำงานและใช้ชีวิตของเราคงเป็นเช่นนี้ แต่ต้องกลับมาถามตัวเองใหม่อีกครั้งหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ "The Monk and The Riddle" โดย Randy Komisar ผู้เขียนเล่าประสบการณ์ในการทำงานและการค้นหาความหลงใหลของเขา (passion) ไว้อย่างสนุก จากที่เคยผ่านช่วงชีวิตแบบ Deferred Life Plan จนก้าวไปสู่แนวคิดการทำงานและใช้ชีวิตไปพร้อมกัน (Creating a Life while Making a Living) Komisar แนะนำว่า เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการทำงานในสิ่งที่เราไม่ชอบเพียงเพื่อเก็บเงิน เพราะว่าเป็นงานที่ไม่ได้สร้างความหมายให้กับเรา และมีโอกาสสูงที่เราจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดไว้ จนไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบในภายหลัง คุณจะมีความสุขกว่าหากได้ทำงานที่เป็นความหลงใหลของคุณ งานที่ทำด้วยความหลงใหลเท่านั้นที่จะไม่แบ่งแยกเรื่องการทำงานออกจากการใช้ชีวิต การทำงานจะสะท้อนความเป็นคุณ และยังเป็นความทรงจำที่ดีหากคุณทำผิดพลาด สุดท้ายความหลงใหลนี้เองที่จะช่วยให้คุณผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก จนสามารถประสบความสำเร็จได้ในที่สุด การค้นหางานที่ว่านี้คงไม่ง่าย แต่น่าจะคุ้มค่าหากคุณหามันเจอ สุดท้ายผมขออวยพรให้ทุกคนเจองานที่คุณหลงใหล เพื่อที่พวกเราจะได้มาช่วยกันสร้างความหมายให้กับชีวิตตัวเองและช่วยพัฒนาสังคมของเรากันครับ :-) …

รักคือลม

kiwtum_love_wind

"การถูกมองผ่าน เป็นอีกหนึ่งกระบวนการของความรักที่ถูกนิยามว่า รักข้างเดียว" ใบไม้ปลิวไปตามสายลม ด้วยความรู้สึกที่ดี สายลมช่างเย็นสบาย ทำให้ใบไม้ลอยล่อง ใบไม้ได้มองเห็นพระอาทิตย์ ปลิวล้อเล่นกับแสงแดด ได้เห็นตึกในมุมที่สูงกว่า ได้เห็นฟ้าในมุมที่ใกล้ตา ได้มีเวลายิ้มให้ก้อนเมฆ ใบ้ไม้มีความสุขมาก จนใบ้ไม้ปลิวไปติดกับยอดไม้ต้นหนึ่ง ยอดไม้สูงใหญ่และดูดีมาก ใบไม้หลงรักยอดไม้ยอดนี้ และตั้งใจจะทำสิ่งดีๆ เพื่อให้ยอดไม้หันมา ใบไม้ตั้งใจที่เป็นจะเป็นใบไม้ที่สวยงามและดีให้ได้ บางครั้งดิ้นแรงเกินไป เพื่อให้ยอดไม้เห็น ก็จะเผลอตกลงมา แต่ก็สามารถปลิวขึ้นไปได้ทุกครั้ง จนวันหนึ่ง ยอดไม้เห็นความดีของใบไม้ และตัดสินในจะอยู่ร่วมกันไปตลอดกาล น่าแปลกที่ต้นไม้ต้นนี้ไม่มีลมแรงพัดให้ใบไม้ตกลงมาเลย ใบไม้และยอดไม้จึงได้อยู่ร่วมกันไปตลอดกาล อย่างเข้าใจ และมีความสุข ....... ปล.และก็น่าแปลก ที่ใบไม้ไม่เคยพูดถึงสายลมเลย และก็น่าแปลกที่สายลมก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใบไม้เห็นเช่นกัน สายลมยังรักใบไม้อยู่สม่ำ แม้ถูกมองผ่านอยู่เสมอ หรืออาจจะไม่เคยถูกมองเห็นเลยก็ตาม มันอาจเจ็บปวดในเรื่องของการทำใจ แต่มันงดงามในเรื่องของความรักเสมอ

ชนชั้นทำไม

เคยนั่งคุยกะพี่คนนึงตอนสมัยเรียน เขาบอกว่าอาชีพเราอะ ทำให้เราเลื่อนขั้นชีวิตได้เร็วมากเลยนะเว้ย เราสามารถอยู่ในกลุ่มไฮโซได้โดยที่เราไม่ต้องรวย…………..  อ่า งงไปดิ พี่พูดไรอะ แต่ตัดภาพมาอีกที….. ตัวเองแม่งกำลังนั่งกินข้าวกับคุณหญิงไฮโซระดับท็อป ในร้านอาหารหรูที่ทำงานอีกสิบปีถึงจะอยากกิน  บางทีก็ได้กินข้าวกับดาราในดวงใจ แต่ต้องเก็บอาการไว้ กลัวเขารู้ว่าเรานี่อย่างติ่ง  มีช่วงนึงที่ทำงานสัพเพเหระจิปาถะกระจุกกระจิกเยอะมาก (ขยายความให้รู้ว่าเยอะจริงๆ) เอาจริงทำตั้งแต่โปรดิวเซอร์ เขียนหนังสือ หรือสวัสดิการก็รับ แถมยังมีงานอดิเรกเป็นเพ้นท์รองเท้าขาย และ รับจ๊อบไปเฝ้าร้านเสื้อผ้าอีก ช่วงนั้นคงเป็นช่วงรอยต่อของชีวิต ทำแม่งทุกอย่างเลย  แต่การทำทุกอย่างมันเห็นอย่างหนึ่งชัดเจนแจ่มแจ้ง  เวลาเราไปเฝ้าร้านเสื้อผ้านะ  จะมีเพื่อนๆเป็นสาวสก๊อย  อายุใกล้ๆกับเรา ทุกสามชั่วโมงก็จะชวนกันไปดูดบุหรี่ที่ดาดฟ้าห้าง นั่งคุยถามสารทุกข์สุขดิบ ไอ้เราก็ไม่อยากแตกแยก เขาชวนไปไหนก็ไปกับเขา เอาไม้กั้นหน้าร้านไว้ก่อนละกัน เดี๋ยวมา… เพื่อนคนนึงเล่าภาพตัวเองในอนาคต พูดถึงความมั่นคง แล้วก็พูดเรื่องลูกขึ้นมา (อ้าว! มีลูกแล้วเหรอ) เวลาเขาเล่าอะไรมาที เรานี่อยากจะจดไว้ แม่งบทหนังชัดๆ แต่ไม่ค่อยกล้าถามอะไรก่อน เพราะไม่รู้ว่าจะถามยังไง มันเหมือนสังคมใหม่ที่ต้องปรับทุกอย่าง วิธีการคิด วิธีการพูด ไม่เหมือนที่เราเคยเจอ คุยๆกันไปก็พูดถึงแฟนที่กำลังติดคุก ห่ะ!!!!!! ติดคุกอะนะ (อุทานกับตัวเองคนเดียวอย่างกับคนบ้า) ตกใจเบาๆ  พูดอะไรดีหว่า….ปลอบละกัน เรื่องนี่เรื่องใหญ่อยู่ ปขรหส : เห้ยไม่เป็นไรนะ (จับไหล่เพื่อน) สก : เป็นไรอะไรหรอ ปขรหส : เอ่ออ … เรื่องแฟนอะ สก :   เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว เข้าๆออกๆประจำแหละ ปขรหส : ปกติ นี่มันเรื่องปกติ ไปต่อไม่ถูกเลยเว้ย (คิดในใจ) นอกเหนือจากเพื่อนสาวก็จะมีแม่บ้านที่เฝ้าห้องน้ำนี่ล่ะเป็นเพื่อน คุยกันจนแทบจะไปกินส้มตำด้วยกันละ ป้าแกขยันมาก ห้องน้ำสะอาดตลอดเวลา เห็นแกยืนถูพื้นทั้งวัน  ถามแกว่าไม่เมื่อยหรอ ป้าแกบอกว่าเมื่อยมาก แต่พักไม่ได้           เคยไปแอบนั่งพักตรงบันไดหนีไฟ เขาเรียกไปคุยเลย เรื่องใหญ่เรื่องโต…อะไรวะ คนนะเฮ้ยไม่ใช่หุ่นยนต์ โกรธๆๆ แต่ทำอะไรไม่ได้ ชีวิตแทบจะปรับโหมดไม่ทัน เหมือนใส่เสื้อมือสองตัวละห้าสิบบาทอยู่ดีๆ ก็มีคนซื้อ เดรส ดิออร์ให้ใส่ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นต้องมาประชุมงานกับคุณหญิงอีกละ ร้านอาหารหรู พนักงานนี่แทบจะยกแก้วน้ำให้เราดูด  ต้องมาปรับกิริยาคำพูดกันใหม่ แต่ไม่ค่อยมีเรื่องเล่าสำหรับมุมไฮโซ เพราะเราดูห่างเหินกัน ไม่ได้พูดได้คุยอะไรนอกจากเรื่องงาน นอกเหนือจากนั้นก็เงียบ…รู้สึกได้ถึงระยะที่ควรจะต้องห่าง เพราะชนชั้นของเรามันต่างกัน เรื่องที่คุย เรื่องที่สนใจมันคนละเรื่องกัน นั้นไงสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง เอาจริงๆเราใช้ชีวิตแบบมีชนชั้นกันตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา อาจแยกง่ายๆจากฐานะภายนอก (ฐานะที่สร้างขึ้นมาโดยที่ไม่รู้ยอดเงินในบัญชี) ไม่ก็ตำแหน่งหน้าที่การงาน ก็รู้แล้วว่าเราจะอยู่ชนชั้นเดียวกันได้ไหม ถ้าไม่โลกสวยแล้วบอกว่าฉันคบได้ทุกคนอะนะ วันแรกที่เจอเพื่อนๆสก๊อยเอาจริงก็ไม่อยากคบหรอก        แต่คุยไปคุยมา ความจริงใจสูงมาก ไม่มีแอ็บ ไม่ต้องสร้างภาพวางมาดอะไร  ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะเสีย แต่เพราะปลงตกกับสภาพสังคมที่ต้องยอมรับว่าเรามันระดับล่าง ต้องรับสภาพกันไป ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันชัดๆ อย่างดารา ที่เรื่องภาพพจน์เป็นเรื่องหลักๆในชีวิต มีคำถามว่าดาราทำไมต้องโกหก สร้างภาพ ทำไมไม่พูดตรงๆไปเลย  มีแฟนก็บอกมีแฟนดิ ทำศัลยกรรมปะเนี้ย สูบบุรี่กินเหล้าเมายาปะคะ ได้ข่าวว่าไปเต้นในผับ……… การถูกถามคำถามซ้ำๆ  วิจารณ์ต่างๆ นานา ความจริงแล้ว ดาราอาจจะอยากกรี๊ด แล้วตอบมาโต้งๆ เลยว่า  เออ ได้กันแล้วจะทำไม!   ไม่ศัลย์ก็บ้าแล้ว ใช้หน้าตาทำมาหากินโว้ย!  ทุกวันวันละสองมวนครับ  เข้าผับไม่เต้นจะให้ไปนั่งร้อยมาลัยหรอคะ  นั่นไงถ้าดาราตอบมาแบบนี้ทำไง ทั้งๆที่เรื่องที่ถาม ก็เป็นเรื่องปกติที่ชีวิตทุกคนต้องมีมุมมืดรึเปล่า แต่การพูดความจริงเสมอไปมันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนในแสง เชื่อเหลือเกินว่าไม่ว่าคำตอบจะเป็นแบบไหน ส่งผลทั้งนั้น ดาราจึงเลือกตอบแบบกลางๆ เอาให้กระทบต่อทุกฝ่ายน้อยที่สุดละกัน จริงๆทุกคนมันมีปัญหาหมดแหละ อยู่ที่ว่าจะแสดงออกแบบไหน และแสดงออกได้ไหม ด้วยบทบาทและหน้าที่  ลองคิดภาพง่ายๆ ถ้าแฟนเราติดคุกเราจะบอกเพื่อนที่เพิ่งเจอกันไหม เราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติแค่ไหน แน่นอนว่า  ชนชั้นหน้าที่ต่างกันย่อมให้คำตอบในคำถามเดียวกันนี้แตกต่าง ร้อยคนอาจร้อยคำตอบ การแสดงออกถึงความคิดภายในมันมีทั้งด้านดีและร้าย มันส่งเสริมและทำลายเราได้ทั้งนั้น ยิ่งมีหน้ามีตาในสังคมมากเท่าไร เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ แต่ไม่ว่าจะเรื่องชนชั้นหรือหน้าตาอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายทุกคนก็เป็นคนนั่นแหละ มันมีความเท่าเทียมลึกๆ ในใจ ทำหน้าที่ของตัวเอง แบบที่มองเห็นหน้าที่ของคนอื่นด้วย ไม่เอาหน้าตาหรือฐานะเราไปเหยียบใครเขาก็พอ 1010727_731228340223459_1044242253_n

A slight confusion

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่แอบทรมานแอนนิม่อล แอนนิม่่อล … ใต้แสงสะท้อนของหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์บนกระดาษสีขาว เคล้าด้วยกลิ่นหอมของกาแฟดำรสเข้มที่เพิ่งชงสดๆใหม่ๆ ประกอบด้วยเสียงเพลงร็อคแอ็นโรลล์ที่คุ้นเคยจากยุค 60’s ฟังดูคล้ายว่าจะเป็นบรรยากาศที่สุดแสนจะมหาชิลล์ แต่…ทำไมโซฟาที่นั่งทิ้งน้ำหนักตูดลงไปเต็มคราบกลับร้อนรุ่ม เหมือนกับโดนลนด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงเจิดจ้า คล้ายคลึงกับรอยประทัดที่ประดับบนผิวหนังอันหยาบกร้านในตอนนี้ “เพ้อเจ้ออะไรของมรึงวะ…” แหม ชินนี่ก็อยากแอ๊บอาร์ทบ้างอะไรบ้างนะ เผื่อจะฮิปเป็นเน็ทไอดอลบนทวิตเตอร์ซะหน่อย จริงๆที่ร้อนก็คือไฟลนก้นนั่งปั่นโพสต์นี้กลางดึก แถมเลยเดดไลน์ไปหนึ่งวัน… รับผิดชอบสิ้นดี ส่วนที่แสบผิวด้วยประทัดก็เพราะตอนนี้ผมออกสนามมาถ่ายงานกินเจที่ภาคใต้อยู่ครับ วิ่งลุกคลุกนั่งจนกล้ามขาระบบแถมต้องฝืนตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้นออกไปหาโลเคชั่น แถมเนื้อตัวหอมสะใจด้วยเขม่าดินประสิวกับกลิ่นเหงื่อบนชุดขาวงานกินเจที่ใส่ซ้ำมาแล้ว 2 วัน อะ.. ไม่รีบเขียนก็คงไม่ได้นอนไปเก็บแสงเช้าแน่เลย งั้นก็เอาเรื่องนี้ละกัน การถ่ายภาพงานกินเจนี้เป็นที่นิยมกันมาก็หลายปีครับ ซึ่งจุดหมายหลักของช่างภาพทั่วไปก็คือที่ภูเก็ต โดยที่หลายคนก็ตั้งใจมาเฝ้ารอเก็บช็อตประเพนีที่เข้มข้นของที่นี่ ในแง่การถ่ายภาพเล่าเรื่องภาพเทศกาลกินเจ ภาพที่หลายคนต้องการก็คงเป็นภาพการหามเกี้ยวฝ่าดงประทัดที่ระเบิดลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ หรือภาพการเสียบปากแทงร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือดของ”ม้าทรง”ที่โด่งดังไปจนถึงต่างชาติ ตัวผมมาถ่ายเทศกาลกินเจครั้งนี้เป็นครั้งแรก (อย่างเป็นเรื่องเป็นราว…) หลังจากน้ำตาไหลเป็นเลือดเมื่อเสพงานดีมีคุณภาพจากพี่ๆช่างภาพคนอื่นๆมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ถ้าหากว่ามาคนเดียวหัวโด่ด๊อกแด๊กการมาเก็บภาพเล่าเรื่องให้ได้ดีอาจจะเป็นการยาก แต่เนื่องจากการมีพี่ที่สนิทกันอยู่ที่นี่ทำให้จัดตารางการถ่ายภาพได้ค่อนข้างครบสมบูรณ์ แถมยังได้ข้อมูลประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพิธีกรรมอันแสนโดดเด่นมาประดับหัวอีกด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับงานสารคดี) และด้วยการที่เป็นการมาร่วมเทศกาลครั้งแรก พี่ก็พาผมไป”ทัศนศึกษา” อยู่สองพื้นที่ก็คือ เมืองเก่า ตะกั่วป่า ในจังหวัดพังงา และตัวเมืองภูเก็ต ที่คงไม่ต้องอธิบายเท่าไรว่าอยู่ไหน ซึ่งที่ทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่แค่เพื่อภาพถ่ายที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ผมได้เห็นประเพณี ที่ยังเป็นแบบดั้งเดิมที่ถูกรักษาไว้จากกาลเวลา และ แบบร่วมสมัยของโลกยุคปัจจุบัน จากสิ่งที่ได้เห็นมาในสองวันนี้ความคืดเปรียบเทียบระหว่างเมืองเล็กๆน่ารักกลางป่าเขา และตัวเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลกมันอาจจะเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่เพียงในแง่ภาพถ่ายที่ได้มาว่าที่ไหนสวยงามมากกว่า แต่เป็นในแง่ประเด็นถกเถียงระหว่างการรักษาประเพนีให้คงเดิม และการปล่อยให้มันสิ่งนั้นเคลื่อนไหวเป็นไปตามกาลเวลา ขอบอกตรงๆว่าในตอนนี้ผมก็ยังคิดอยู่กับคำถามนี้อยู่ในใจ แต่ก็หวังว่าจะได้พบคำตอบสำหรับตัวผมเองเมื่อสิ้นสุดการเดินทาง ในเมื่อยังไม่พบคำตอบ.. ผมเองก็คงยังไปหาข้อสรุปส่วนตัวมาเขียนไม่ได้ ก็สงสัยนะครับ ขอทิ้งคำถามนี้ไว้กับผู่อ่านไว้ก่อนได้ไหมว่าคิดเช่นไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ ก็หวังว่าจะได้อ่านข้อคิดเห็นของทุกคนครับ เอ้า ในเมื่อรอบนี้สรุปความไม่ได้ ก็ขอแถมรูปให้เป็นสองรูปแล้วกันครับ : ) Enjoy! shin_3_1 ขบวนแห่เกี้ยวของศาลเจ้ากวนอูกลางดงประทัดที่ตะกั่วป่าจังหวัดพังงา shin_3_2 ม้าทรงของศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยถูกเสียบปากด้วยเข็มและเหล็กแหลมในงานพิธีแห่พระที่เมืองภูเก็ต

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 3)

10456014_872036656159178_8149502033168328607_n “The measure of intelligence is the ability to change” – Albert Einstein ผมชอบเล่นหมากรุกมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ มีความเซ็งที่เกิดกับผมเป็นประจำคือหมากรุกไทยจะโดนมองว่าเป็นของเล่นวินมอไซด์ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกีฬาด้วยซ้ำไป ที่หนักคือผมเคยโดนอาจารย์ท่านนึงบอกว่าหมากรุกเป็นกีฬาชั้นต่ำ ... อันนี้ก็ว่าอาจารย์ท่านไม่ได้นะ เพราะบ้านเราคงมองหมากรุกแบบนี้จริงๆ ผมก็เกิดสงสัยว่า ทำไมหมากกระดานต่างประเทศถึงได้เป็นที่ยอมรับในของคนในประเทศเค้า เช่นว่า นักเล่นหมากรุกสากลจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่สุดยอดเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ หรือว่าที่ญี่ปุ่นเกมหมากล้อมถูกมองไปเป็นถึงขึ้นปรัชญาการใช้ชีวิต ปรัชญาการทำธุรกิจ มันน่าสนใจนะครับ ที่ทำไมคนไทยเราไม่ได้มอง หมากรุกไทยในแง่ปรัชญาการใช้ชีวิตบ้าง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้แตกต่างกันเลย ผมเชื่อว่าหมากกระดานในไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับเพราะขาด Value Added ในแง่ปรัชญาหรือในแง่ภาพลักษณ์นี่ล่ะครับ จนกระทั่งผมได้มาเล่นหมากรุกอย่างจริงๆ จังๆ ได้รู้จักได้เป็นศิษย์ของเซียนหมากรุกไทย ซึ่งก็คือ อ. ไพศาล (เซียนบัง) เจ้าของฉายาจอมยุทธ์พันรูป ซึ่งผมเรียกท่านว่า ”จารย์บัง” ครับ สิ่งที่จารย์บังสอนผม ไม่ได้สอนแค่วิธีเล่นหมากรุก แต่สอนกระทั่งแนวคิด วิธีการใช้ชีวิต มุมมองชีวิตจากหมากรุก (ปล. ผมไม่ได้ติดต่อจารย์บังหลังจากผมไปทำงานต่างประเทศ ทีนี้พอผมแข่งจนได้แชมป์คาทาน (The Settlers of Catan)  และ กำลังจะไปชิงแชมป์โลก ผมก็พยายามติดต่ออาจารย์อีกครั้งแต่พบว่าอาจารย์เปลี่ยนเบอร์มือถือไปละ ก็น่าเสียดายครับ ผมอยากจะไปรายงานความสำเร็จให้อาจารย์ท่านทราบ อยากจะบอกท่านว่า ผมได้แชมป์ประเทศไทยเพราะแนวคิดที่อาจารย์ทุ่มเทสอนผมเมื่อหลายสิบปีก่อน) แนวคิดหนึ่งที่ผมปรับเอามาใช้ถึงทุกวันนี้ ผมเรียกมันว่า “สูตรเดียวสู้โลก” .... คือว่า หมากรุกมันซับซ้อน หลากหลาย และ พลิกแพลง ทางหนึ่งที่เราจะช่วยให้เราเล่นหมากรุกได้ดีคือ มีหลักการที่ชัดเจนที่เรายึดถือไว้ ไม่ว่าใครจะมาอย่างไรเราก็ยึดหลักนี้ไว้แล้วเอามารับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง อันนี้จะว่าไปก็คล้ายๆ กับ เคล็ดวิชา “เก้ากระบี่เดียวดาย” ในกระบี่เย้ยยุทธจักร หลักการนี้ผมก็ลองปรับเอามาใช้กับการเรียน จากเด็กเรียนงั้นๆ มาเป็นได้ 4 ทุกวิชาและเอ็นท์ติดวิศวฯ จุฬาฯ แล้วก็ยังใช้หลักการนี้มาปรับใช้ในการเรียนวิศวฯ จนถึงการทำงานเป็นวิศวกรทุกวันนี้ คือ ผมจะไม่เป็นคนที่จำทุกอย่าง แต่ชอบที่จะเสียเวลามาหาหลักการใจความของเรื่องที่กำลังทำ แล้วยึดมันไว้เป็นแก่น พอมีเรื่องราวปัญหาอะไรเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องไปสนใจในความซับซ้อนสับสน และหันมาดูที่หลักการ แล้วหาวิธีแก้ไขปรับปรุงให้ตรงจุด ฟังดูง่ายใช่มั้ยครับ แต่ผมกลับเห็นว่า หลายๆ คนลืมประเด็นนี้ไป เวลาทำงานจริงๆ แต่จะว่าไปแล้วสิ่งที่สำคัญมากที่ผมได้มาจากจารย์บัง ไม่ใช่แค่แนวคิดจากหมากรุก แต่คือ การสร้างแนวคิดให้ตัวเอง เราสามารถจะหาข้อคิดและมุมมองได้จากสิ่งที่เราเข้าไปทำ แต่ก็แปลกนะครับเพราะมันได้กลายเป็นนิสัยของผมไปแล้ว กับการเก็บเรื่องต่างๆ ที่ทำมาเป็นข้อคิดส่วนตัว ซึ่งปรกติก็ไม่พูดให้ใครฟังหรอกครับ ผมชอบเก็บมันเงียบๆ ไว้ในใจ อย่างมากก็เล่าแลกเปลี่ยนให้คุณภรรยาฟัง จนไม่นานมานี้ เมื่อผมมาได้เล่นเกมคาทาน (The Settlers of Catan) ครับ ...แนวคิดมุมมองมันพรั่งพรูออกมา แต่ละเกมที่ผมเล่น เหมือนผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลาและได้ข้อคิดอะไรออกมาเรื่อยๆ ซึ่งมันแปลกและมันน่าสนใจมากครับ แนวคิดที่สำคัญมากที่ผมได้จากการเล่นคาทานคือ Flexibility คือ ผมพึ่งมาตระหนักว่าการวางแผนที่ชัดเจนนั้นคือการวางแผนที่มี Flexibility คือพอผมโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ผมเริ่มเข้าใจว่าจริงๆ แล้วชีวิตเรามันไม่ Solid แต่มัน Dynamic มันมีหลายๆ อย่างที่เราไม่รู้ เราไม่เห็น เราคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นเราต้องวางแผนให้ชัดเจนมากพอแต่ก็ต้องยืดหยุ่นมากพอเช่นกัน ... ถามว่า เท่าไรถึงจะเรียกว่าพอดี อันนี้มันเป็นศิลปะแล้วครับ มันบอกเป็นสูตรสำเร็จไม่ได้ ... ถ้าอยากจะฝึกตรงนี้ แนะนำให้เล่นคาทานเลยครับ เกมนี้จะฝึกให้คุณได้หัดการวางแผนแบบมี Flexibility ได้อย่างถึงกึ๋น :D แนะนำบอร์ดเกม ผมเคยทำคลิปสอนเล่นเกมคาทานไว้ ลองเข้าไปดูได้ครับ เพื่อจะได้ไอเดียว่าเกมนี้มันเป็นยังไง ทำไมมันถึงได้เป็นเกมที่ดีและโด่งดัง https://www.youtube.com/watch?v=10mfST92674  

What Money Can't Buy

50thingsmoneycannotbuy

“อยากรู้ว่าคุณรวยแค่ไหน ให้นับสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ว่าคุณมีเท่าไหร่?” ลองนับรายการ 50 อย่าง ที่เงินซื้อไม่ได้แล้วเป็นไงบ้างครับ คุณรวยแค่ไหน :-) ผมลองนับเล่นๆ แล้วรู้สึกว่าตัวเองรวยขึ้นนะ

นอกจากสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้แล้ว คุณคิดว่ายังมีสิ่งที่เงินซื้อได้แต่ไม่ควรให้ซื้อไหม และทำไมถึงไม่ควรหล่ะ .... ถ้านึกไม่ออกผมเริ่มให้ก่อนนะครับ เช่น การค้าประเวณี.... การติดสินบนตำรวจเมื่อทำผิด ..... เอ่ พอนึกตัวอย่างที่น่าสนใจกว่านี้ออกมั้ยครับ ถ้ายังนึกไม่ออกลองเลือกอ่าน case สั้นๆ ข้างล่างซักอัน ในหัวข้อที่คุณสนใจนะครับ Case 1: สำหรับแฟนฟุตบอลตัวเอ้ ปีนี้ทีมโปรดของคุณมีผลงานไม่ค่อยดีอาจจะตกชั้น เลยมีข่าวลือว่าสโมสรวางแผนจะซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้ามาเสริมทัพ แต่ด้วยฐานะการเงินที่ไม่เอื้ออำนวย สโมสรอาจต้องตัดสินใจขายโฆษณา คือ เปลี่ยน “ชื่อสนามประจำสโมสร” เป็น สนาม “ธนาคาร XYZ” คุณเห็นด้วยกับวิธีการหาเงินเพื่อหนีตกชั้นเช่นนี้ไหม? เพราะอะไรครับ? Case 2: สำหรับสาวก Apple คุณตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่อมารอต่อคิวซื้อ iPhone 6 รอมานานถึง 10 โมงกว่า จนอีกสองคิวจะถึงตาคุณแล้ว มีชายใส่สูทเดินมาหาคุณยายที่ยืนรอคิวข้างหน้าคุณ เขายื่นเงินสดให้คุณยายและเข้ามาต่อคิวด้านหน้าคุณแทนที่คุณยายคนนั้น คุณจะเอื้อมมือไปสะกิดชายคนข้างหน้าคุณ แล้วพูดว่าอะไรกับเขา เพราะอะไร? Case 3: สำหรับคนทำงานประจำในบริษัท คุณซี้กับพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง เขามักพาคุณไปเลี้ยงข้าวกลางวันเสมอ วันหนึ่งพี่เขาเสียชีวิตกะทันหัน และไม่นานคุณได้ข่าวว่าบริษัทคุณมีรายรับก้อนใหญ่จากเบี้ยประกันชีวิตของพี่คนนี้ เพราะบริษัทได้ทำประกันชีวิตให้พนักงานทุกคนรวมทั้งตัวคุณและคุณไม่รู้  แต่ภรรยาและลูกของพี่เขากลับไม่ได้อะไรเลย คุณคิดว่าประกันชีวิตแบบนี้แปลกไหม เพราะอะไร? Case 4: สำหรับคนที่วันสำคัญกำลังใกล้เข้ามา และแล้ววันครบรอบวันสำคัญก็มาถึง คุณรอของขวัญจากคนสำคัญ เขาเดินยิ้มเข้ามามาพร้อมกับ “ของขวัญ” ที่คุณคาดไม่ถึง มันเป็นบัตรของขวัญมูลค่า 10,000 บาท พร้อมการ์ดที่เขียนอย่างบรรจงว่า “คราวนี้คุณน่าจะได้ของที่ถูกใจแน่นอนเพราะเอาไปซื้ออะไรก็ได้ ไม่เหมือนของชิ้นก่อนๆ ที่ซื้อมาให้แล้วมันไม่ค่อยโดน” คุณชอบของขวัญชิ้นนี้หรือไม่ครับ เพราะอะไร? Case 5: สำหรับพ่อแม่ที่ลูกซนและไม่ค่อยจะเชื่อฟัง ลูกชายของคุณไม่สนใจจะอ่านหนังสือ ส่วนลูกสาวคุณก็กินตลอดเวลาจนน้ำหนักเกิน คุณกลุ้มใจจึงไปปรีกษาเพื่อน เขาแนะนำว่า ลูกของเขาก็เคยติดเกมส์แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เนื่องจากเขาจ่ายเงินให้ลูกเพื่อลดเวลาเล่นเกมส์ลง เพียงชั่วโมงละ 100 บาท คุณสนใจจะลองใช้วิธีนี้กับลูกๆของคุณไหม เพราะอะไร? ตัวอย่างข้างต้นทั้งหมดดัดแปลงมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง Michael J. Sandel เล่าเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างสนุก น่าสนใจ และชวนให้คิดตาม ในหนังสือ What Money Can’t Buy เขาได้ให้เหตุผลว่าทำไมของบางอย่างควรหรือไม่ควรนำมาซื้อขายกัน เพราะว่าการซื้อ-ขายของเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงความหมายและคุณค่าของสิ่งนั้นไป และยังอาจส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ซึ่งผมว่ามุมมองที่คุณมีต่อ “เงิน” อาจเปลี่ยนไปหลังจากได้ลองอ่านหนังสือดีๆ เล่มนี้ก็ได้นะครับ …  

ความรักคือไฟ

" บางทีความรู้สึกดี คือเชื้อเพลิงที่ดีของการครอบครอง และการครอบครอง ก็คือเชื้อเพลิงที่ดีของการเลิกลา "

 
ท่อนไม้หลงรักเปลวไฟ
เช่นเดียวกับ เปลวไฟที่หลงรักท่อนไม้
เมื่อความรู้สึกตรงกัน ทั้งสองต่างสารภาพที่จะยืนอยู่เคียงข้างกัน ในระยะทางที่เหมาะสม เพราะถ้าเปลวไฟและท่อนไม้ อยู่ใกล้กันเกินไป ก็อาจจะแผดเผากันได้
ทั้งสองเคียงคู่กันด้วยความเข้าใจเป็นเวลานาน เมื่อลมพัดแรง ท่อนไม้ก็จะเอาตัวเองบังไว้ให้เปลวไฟ เมื่อแมลงมาตอมท่อนไม้ เปลวไฟก็จะพ่นไอร้อนไล่ให้ไปไกลๆ เช่นกัน ท่อนไม้ค่อยฉีกตัวเองแล้วโยนเข้าเปลวไฟ เพื่อไม่ให้ไฟมอดอยู่ตลอดเวลา เปลวไฟจึงรู้สึกดีกับท่อนไม้ รู้สึกดีมากจนรู้สึกว่า ยังไงก็ขาดกันไม่ได้ จึงค่อยๆขยับตัวใกล้เข้าไปใกล้ท่อนไม้ เมื่อท่อนไม้บอกว่าร้อน และขยับหนีออกไปเปลวไฟก็จะหงุดหงิดและคิดไปว่า ท่อนไม้รำคาญตน เปลวไฟจึงขยับตัวใกล้เข้าไปใกล้ท่อนไม้อีก ท่อนไม้บอกว่า ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้ เปลวไฟก็จะน้อยใจและคิดไปว่าท่อนไม้เบื่อตน เปลวไฟจึงขยับตัวใกล้เข้าไปใกล้ท่อนไม้อีก ท่อนไม้บอกว่า เราห่างกันหน่อยก็ได้นะ อย่าไปคิดอะไรมากขนาดนั้น เปลวไฟจึงเสียใจและคิดว่าท่อนไม้บอกเลิกและแอบนอกใจตนอยู่อย่างแน่นอน "เอาสิ  ฉันรักของฉัน ของใคร ใครก็หวง ฉันจะแสดงความเป็นเจ้าของให้โลกรู้ไปเลย " เปลวไฟคิดในใจก่อนกระโจนเข้าไปกอดท่อนไม้ไว้อย่างแน่นๆ เพื่อให้ใครหน้าไหนก็ตามที่คิดจะเข้ามา จะได้รู้ว่าท่อนไม้เป็นของตน ไม่มีเสียงตอบรับจากท่อนไม้ ท่อนไม้ค่อยๆไหม้ และกลายเป็นเถ้าถ่าน ก่อนท่อนไม้จะไหม้หมดไป ท่อนไม้ได้แต่พูดออกไปด้วยน้ำตาว่า " บางทีความรู้สึกดี ก็คือเชื้อเพลิงที่ดีของการครอบครอง และการครอบครอง ก็คือเชื้อเพลิงที่ดีของการเลิกลาเช่นกัน ฉันรักเธอ ฉันเสียใจ ที่ทำให้เธอมั่นใจว่าฉันรักเธอ  ไม่ได้เลย ..." ท่อนไม้กลายเป็นเถ้าถ่าน บนลานโล่งๆ ไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเบื่อหน่าย ไม่มีใครที่เป็นมือที่สาม มีแต่ความรู้สึกดีที่เกินขอบเขตจนกลายเป็นความครอบครอง เปลวไฟเงียบไม่พูดอะไร เหมือนเพิ่งรู้ว่าอะไรคืออะไร เหมือนเพิ่งรู้ว่า แท้จริงแล้วตนมองแนวทางความรักผิดไป เหมือนเพิ่งรู้ว่า ตนสูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไป ตลอดกาล เปลวไฟจึงค่อยๆมอดลงไป เหลือเพียงไว้แค่คราบน้ำตา   "คิ้วต่ำ"
 

ลูกค้าคือพระเจ้า...จอร์จมันยอดมาก

สวัสดีค่า แป้งเขียว รหัสเสือ มาแล้วจ้า เหนื่อยโฮกจากการออกกองอีกเช่นเคย แต่เอาวะ!!  ในเมื่อประกาศกร้าวไปแล้วว่ารักนักรักหนาในอาชีพ  เราก็จะไม่บ่นค่ะ  ขอใช้คำว่าเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่าลูกค้าคือพระเจ้าใช่ไหมคะ อยากเห็นหน้าคนบัญญัติคำนี้จริงๆ เลยค่ะ ช่างเปรียบเทียบซะเห็นภาพ และให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจได้อย่างดีทีเดียว เท่าที่สังเกต อาชีพไหนๆ ก็มีลูกค้าทั้งนั้น ลองนึกดูดีๆ สิคะ แม้แต่ศิลปินที่ทำงานเพื่ออุดมการณ์  ก็ยังต้องมีผู้ที่ซัพพอร์ทผลงานอยู่ดี ลูกค้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ที่จ่ายเงินว่าจ้างเราเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงใครก็แล้วแต่ที่เราต้องทำให้เขาพึงพอใจในงานของเรา งานในวงการโทรทัศน์ก็เช่นกันค่ะ  นอกเหนือจากลูกค้าที่จ่ายเงินแล้ว ยังลามไปถึงผู้ชมโทรทัศน์ทุกๆ ท่าน เอ่ออ…… ผู้ชมโทรทัศน์ ก็ทุกคนในโลกเลยสิคะเนี่ย พูดว่าในโลกก็เกินไป แค่ในประเทศก็ขนลุกแล้วค่า เพราะฉะนั้นความยากของงานก็ขึ้นอยู่กับความเยอะของสายตาที่จับจ้องมาที่ผลงานของเรา โชคดีที่ไม่ดัง รายการที่ทำแทบบบ..ไม่เป็นที่รู้จัก     ก็เลยทำงานสบายๆ แต่สำหรับผู้กำกับใหญ่โต งานของเขาหนักหนากว่าที่เราเห็นหน้าจอมากค่ะ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันสักหน่อย  วันก่อนนั่งดูละครเรื่องนึง รู้สึกว่าไม่สนุกเลย มีแต่เรื่องให้ติ ตั้งแต่เปิดเรื่องจนจบเรื่อง ไม่ถูกใจสักอย่าง  เลยกดปุ่มปิดเลิกดูไป จนได้ไปเจอกับผู้กำกับ และได้นั่งคุยกัน ทำให้รู้ว่า โหหหหหหหห ….ปัจจัยเยอะ ใช่ว่าจะได้ทำตามใจตัวเอง ไปๆ มาๆ ไอเดียที่วางไว้ก็อาจจะถูกเปลี่ยนไปทั้งหมด เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังเต่ากันเลยทีเดียว  ไม่ว่าจะเรื่องของการตลาด หรือความพึงพอใจส่วนบุคคลของนายทุน หรืออะไรก็เล้วแต่ที่ทำให้เรากลืนไม่เข้าคายไม่ออก กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง งี้ เรื่องนี้ก็ทำให้นึกถึงเรื่องของตัวเองขึ้นมา ใช่เลย ภาพนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว การวางแผนงานซะดิบดี ใช้ความรู้ที่มีทุ่มเท ไม่หลับนอน เพื่อให้งานพรีเซนต์พรุ่งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น  โดนแน่ๆ ลูกค้าซื้อแน่ นี่คิดใหม่ทำใหม่ งานไม่เหมือนใครแน่นอน ร่าเริงสดใสขายงานด้วยความมั่นใจ  แต่ต้องมาชะงักเมื่อลูกค้ามองหน้ากันไปมาราวกับส่งซิก  และเปิดหัวด้วยข้อความเก๋ๆว่า ลค : อื้มม งานน้องก็ดีนะคะ แต่พี่ว่า พี่อยากให้ปรับตรงนี้อีกหน่อย …. ปขรหส : ได้เลยค่ะ ตรงไหนบ้างค่ะ อุ๊ยตายย ตอบแบบอัตโนมัติเลยจ้า ไม่บิดพริ้ว ไม่ถามไถ่ อะไรเข้าสิงเราหนอ เพราะอยากได้งาน อยากได้เงิน หรือ อยากได้อะไรนะ เอาน่า การทำงานที่ดีต้องมีการคอมเม้นท์กันเป็นเรื่องธรรมดา ก็ไม่เท่าไรนี่หว่า นิดๆ หน่อยๆ ตามประสา เอาวะ เพื่อลูกค้าทำได้อยู่แล้ว  แต่!!! ยังค่ะ มันยังไม่ถึงจุดพีค  เพราะงานจะถูกแก้แล้วแก้เล่าเฝ้าแต่แก้ จนคุณนาง ลูกน้องคุณนาง หัวหน้าคุณนาง และ บรรดาญาติๆในเครือบริษัทจะพอใจ เจอลูกค้ามาเยอะจนช่วงหลังๆ ต้องมีการทำสัญญิงสัญญาเพื่อเซฟตัวเอง ปขรหส : เอ่อออ ตามสัญญาแล้วเราแก้กันสามครั้งเท่านั้นนะคะ ปล.1 ในกรณีโชคดี๊โชคดีมีสัญญา ปล.2 บางทีสัญญาก็ไม่ได้ช่วย หากเขามองว่าเราเป็นแค่เด็กคนนึง ลค :  อ่าวหรอคะ  แล้วงานมันยังไม่ดีเลย แก้ให้พี่อีกหน่อยแล้วกัน ปขรหส : (น่านนน เป็นไปตาม ปล.2 ) ค่า !! จนสุดท้ายงานเสร็จออกมา บางกรณีแก้ไปแก้มาจนไปเป็นเหมือนอันแรกที่ยังไม่ได้แก้เฉยเลย บางกรณีมีบางสีบางส่วนแลบออกมาแบบที่ไม่ชอบเลย ไม่อยากให้อยู่ในงานเลย แต่ เอ่อ ลูกค้าชอบอะ ชอบสีสะท้อนแสงบ้างล่ะ สีที่ไม่เค้าไม่เข้ากะงานบ้างล่ะ บลา บลา  สารพัดที่จะพบเจอค่ะ  พองานออกมามันไม่ดีดั่งที่ใจเราคิด เราก็ไม่กล้าที่จะอวด หรือ แสดงตัวขนาดนั้น  มันถูกแก้ซะจนไม่ใช่งานเรา  อันนี้พูดถึงในกรณีที่เราอ่อน ยอม ทุกสิ่งอย่าง ด้วยความน้อยนิดในประสบการณ์ ไม่หือ ไม่อือนะคะ แต่หากเราเป็นผู้กำกับคนดัง ทำงานสั่งสมประสบการณ์ ชัดเจน และกล้าที่จะบอกว่าไอเดียของผมมันเจ๋งยังไง อันนี้เราอาจจะต้องมาวัดกันที่คนดูค่ะ  คนดูทั่วประเทศที่มาจากร้อยพ่อพันแม่กำลังรับชมผลงานของเราอย่างใจจดใจจ่อ ดูจบปุ๊บ  มักชอบเอางานของเราไปเปรียบเทียบกับอะไรบางอย่าง ยิ่งถ้าผลงานก่อนหน้าทำมาไว้โคตรดี งานนี้นี่แทบจะเป็นการฆ่าตัวเองถ้าไม่ดีเท่า ตายละ กดดันเกิ๊น  คนดูบางคนใจร้ายจับผิดกันสุดฤทธิ์ แคบเจอร์หน้าจอความผิดพลาดลงเฟสบุ๊คก็มี วิจารณ์กันเมามันส์ไม่นึกถึงใจคนทำเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับอย่างมากนั้นคือ รสนิยมค่ะ เราผู้จัดทำมีรสนิยมแบบนึงที่เราคิดว่าดี แต่ไม่รู้ว่าในความจริงดีไหม  ลูกค้ามีรสนิยมอีกแบบซึ่งไม่รู้ว่าดีไหมเช่นกัน และผู้ชมมีเป็นร้อยล้านคน ร้อยล้านรสนิยมค่ะ นานาจิตตัง เราต้องรู้จักบาลานซ์ทุกรสนิยมเข้าไว้ด้วยกัน มีเหตุผลมากพอที่จะค้าน และใจกว้างมากพอที่จะรับความเห็นไว้ ขอบอกว่ายากค่ะ ในการทำงานออกมาสักชิ้นให้ทุกคนพอใจ จะว่าไปก็ยังไม่เคยมี งานดีมันต้องมีทั้งคนชมและคนด่ามันเป็นธรรมดาของโลกค่ะ อยากให้เข้าใจ ในบางครั้งบางเรื่องมันขัดหูขัดตาไปบ้าง ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจทำ แต่เพราะปัจจัยต่างๆ มันบีบคั้นเราซะเหลือเกิน (แต่ขอยกเว้นในกรณีคนไม่ตั้งใจทำงาน แล้วงานออกมาแย่นะคะ อันนี้ไม่ขอแก้ตัวให้ค่ะ) ด่าได้ค่ะ ดีเลยเอาไว้ปรับปรุง แต่ด่าด้วยความรักนะคะ อย่าด่ากันด้วยความชังเลยเนอะ มันเหนื่อยและห่อเหี่ยวน้า สุดท้ายนี้ ขอให้ลูกค้าจงเจริญค่ะ บายยย pangkeow2

ตั๊กแตน หมีแพนด้า ปลาโทโร่

เอ้าาาาา เจอกันอีกครั้งนะครับ… ยังไม่โดนตัดจบ ยะฮู้ววววววว!! เป็นเวลาหลายปีแล้วครับ ที่ในวันเกิดของผมต้องอยู่คนเดียวจากการเดินทาง อาจเป็นเรือกลางมหาสมุทรอินเดีย ริมหาดที่ไร้ผู้คน หรือนั่งน้ำลายยืดบนรถทัวร์สายใต้ ทุกปีก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ก็อยู่ตัวคนเดียวเหมือนเดิม อาจจะต่างก็แค่สถานที่ เปลี่ยวมั้ยล่ะ… สำหรับชายหนุ่มวัยเจริญพันธุ์ฮอร์โมนพุ่งปรี๊ดเฉกเช่นม้าป่าพันธุ์ดี จะว่าไปมันก็คล้ายๆกับพิธีกรรมอะไรสักอย่างประจำปีนะครับ การอยู่ตัวคนเดียวมันก็เหมาะสมดีสำหรับการนั่งคิดทบทวนชีวิต นึกถึงอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันที่ยืนอยู่ และอนาคตที่จะก้าวไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยังคลำหาหนทางอยู่ในป่าละเมาะ ในขณะที่พลังวัยรุ่นเองก็ค่อยๆหมดลงไปตามเวลาที่ไม่รู้แม่-งจะรีบไปไหน ณ ตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นภาพของอนาคตข้างหน้าอยู่ดี ก็ได้แค่ลองวางหมากโยนหินถามทางไปเรื่อยๆ นึกไปก็ปวดหัวว่ะ… แต่ถ้าไม่นึกมันก็ชวนให้หวั่นถึงในภายภาคหน้า จะมองดูอนาคตมันก็ถูกร้อยเรียงมาจากการกระทำในปัจจุบัน ซึ่งก็เกิดขึ้นจากเส้นทางที่ได้ก้าวเดินผ่านมาในอดีต นึกๆดูมันก็ชวนให้งงเหมือนกันว่าไปมายังไงวะ มั่วฉิบหาย ชีวิตชั้น… อยู่กับสายงานวิทยาศาสตร์มาดีๆ (?) ทำไปทำมาหันมาจับกล้องเลี้ยงชีพ… วาย เดอะ ฟัค อาร์ ยู ดูอิ้ง ยัง แมน? แน่นอนว่าไม่ได้จะเอามาแอ๊ปอาร์ทกล้องฟิล์มกับเลนส์ 50 ฮิปสเตอร์หนวดจิ๋มแน่นอนว่าไม่ได้จะเอามาพับจอเซลฟ์ฟี่ โบ๊ะหน้า แล้วบอกว่าหน้าโทรมจุงเบยแน่นอนว่าไม่ได้จะเอาเลนส์ 16-35 มาจ่อซิลิโคนพรีตตี้ นมชัดเด้งหน้าเบลอร์เอาจริงๆผมไม่ได้มีเป้าหมายจะถ่ายรูปเป็นเรื่องเป็นราวแม้แต่นิดเลยครับตอนนั้น อยากบอกว่าเป้าหมายจริงๆนั้นโง่มาก… ถ่ายกุ้งหอยปูปลาไปตามเรื่อง เพื่อล่อลวงให้กลุ่มพวกเพื่อนๆผู้ขี้เกียจนอนอ้วนตัวกลมออกไปเที่ยวดำน้ำด้วยกัน ไปๆมาๆแป๊บเดียวตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้วล่ะครับ (fast forward ... และก็ยังไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่นิด ไอ้พวกเพื่อนชั่ว!!!) ได้พบเห็นเหตุการณ์ต่างๆมาก็ไม่น้อย ได้งานมากินให้หนมบ้างไม่เข้าเนื้อ แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตจริงๆที่ทำให้หันมาคิดจริงจังกับงานถ่ายภาพนี่ ก็คงจะมีรากอยู่ที่การหมดศรัทธาในเรื่องของงานอนุรักษ์กับประชาชนนี่ล่ะครับ . . . เกี่ยวบ้าอะไรชิมิ?? โดยส่วนตัวผมมองว่าภาคประชาชนนี่เป็นคลื่นใต้น้ำที่มีบทบาทสำคัญมาก ที่ไม่อาจขาดไปได้เลยในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสังคม แต่ก่อนอื่นผมอยากถามว่าทุกคนพอใจกับคุณภาพของข่าวสารที่ได้รับในปัจจุบันมั้ย โดยส่วนตัวผมไม่อาจหาคำมาสรรเสริญข่าวธรรมชาติของสื่อกระแสหลักได้ถูกเลยครับ โอววว ตั๊กแตนกิ่งไม้อยู่กับใบไม้… มันช่างน่าแปลกใจจนต้องฮือฮาเลยทีเดียว!! บร๊ะเจ้าจ๊อดดดดด!! พญานาคบุกมามือบอนแถวมหาลัย พญานาคว่างงานเนาะ เขร้!! แมงมุมกัดคนตาย!! น่ากลัวจนไม่มีเวลามานั่งหาข้อมูลให้ชัดก่อนแชร์เลย เอ้า!! น้ำพุผุดขึ้นมาในสวนหลังบ้าน เรามากินน้ำส้วมรักษาโรคกันเถอะทุกคน หม่ายก้อดดดด!!! เต่ายักษ์กาเมล่ามีจริงๆ สาธุๆ… คุ้นๆกันไหมครับ… ข่าวประเทศไหนผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันนะ แต่ดูตัวเลขคนแชร์ข่าวพวกนี้ก็น่ากังวล แม้ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนเชื่อเรื่องบ้าๆแบบนี้ อารมณ์เสียจนอยากเอาครีมสเต็มเซลล์ควอนตั้มอาบพลังปิระมิดปาหัวคนเขียนจริงๆ หากว่าเราไม่มีความเข้าใจถึงคอนเซปป์พื้นฐานในทางธรรมชาติวิทยาแล้วเนี่ย ใครมันจะสามารถออกความเห็นหรือแสดงจุดยืนอย่างมั่นคงในการรักษามันได้? ยกตัวอย่างเรื่องนึงที่เห็นแล้วมันคันยิบๆ คงเป็นเรื่องของปลากระเบนราหูน้ำจืด (Himantura polylepis) ที่เพิ่งออกข่าวกันเมื่อวันก่อนนะครับ ครับ… ฮือฮาจับปลากระเบนยักษ์กันได้… รอบก่อนก็ผ่าท้องแม่จนตายเพื่อช่วยลูก? คิดได้ไงวะ? ซาบซึ้งกับความพยายามของคนที่ใจดีจนน้ำตาไหล จะจับกินอยู่แล้วก็รับๆไปเถอะ มาทำตัวมุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้ง แล้วมารอบนี้จับได้ตัวขนาดใหญ่ที่สุดในรอบเวลา 20 ปี ก่อนไปลงเอยในหม้อแกง… ครับ.. เราคงเห็นว่ามันใหญ่ อลังการ เป็นสถิติเท่านั้น ผ่านสายตาและตัวอักษร แต่มีรู้กันบ้างไหมว่ามันเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่ทั่วโลก… (ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่ที่นะจ๊ะ… มีแค่ในแม่น้ำไม่กี่สายในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งในประเทศไทยนี่หนักสุดถูกจัดว่ามีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติเลยทีเดียว คือ.. สถานการณ์นี่ก็พอพูดได้ว่าย่ำแย่เทียบเท่าหรือมากกว่าหมีแพนด้าเลยนะ จากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจากทาง IUCN ที่ใช้อ้างอิงกันในระดับสากล เอ้า… แล้วปลาโทโร่ ที่ชุ่มมันหอมอร่อยอีกล่ะ… หยุดดีกว่าเดี๋ยวจะลากไปไกล ก็นั่นล่ะครับ ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงนะในการไม่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติของภาคประชาชนในขณะที่สิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาพูดถึงเรื่องเหล่านี้ก็เขียนงานกันอ่านยากเหลือเกิน ส่วนภาคประชาชนก็ไม่ได้มีช่องทางมาเสพข่าวสารทำนองนี้กันเท่าไร แล้วทิศทางของการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศมันจะก้าวไปไหนกันล่ะทีนี้? ผมคิดเองเออเองนะว่ามันต้องมีอะไรเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนสองกลุ่มนี้เข้าหากัน เพื่อให้มันคุยกันให้รู้เรื่องสามารถก้าวเดินไปให้ถึงจุดหมายเดียวกันได้ในสักวัน และคำตอบของผมก็คือภาพถ่ายนี่เองครับ ผมอยากเชื่อว่าภาพถ่ายนั้นมีพลังมากพอที่จะเป็นตัวสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ เหมือนกับที่ผมมารักในท้องทะเลเมื่อวันที่ผมหยิบหนังสือ National Geographic ปี 1997 ที่มีประดับหน้าปกด้วยภาพ Sawshark จากทะเล Tasmania ถ่ายโดย David Doubilet ถ้าหากว่าผมสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ด้วยภาพ ถ้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ตั้งใจไว้ ชีวิตนี้ผมก็คงไม่เสียดายล่ะครับ แต่จากนี้ไปจะต้องเดินหมากก้าวไปทางไหนต่อ จะหารายได้มาเลี้ยงตัวเองในเส้นทางนี้ได้เพียงพอไหม ทำยังไงให้ไม่ไปจบเป็นคนเร่ร่อนริมชายหาดที่ไหนสักที่ ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน shin2

Hawksbill Sea Turtle (Eretmochelys imbricata) เต่ากระแหวกว่ายขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำใต้แสงแดดยามบ่ายของเกาะเต่า

ได้คิด จน คิดได้ (ตอนที่ 2)

"The goal is to win, but it is the goal that is important, not the winning.” Reiner Knizia (Famous Board Game Designer) ตอนที่ 2 แล้วนะครับ เกี่ยวกับ ข้อคิดที่ได้จากการเล่นบอร์ดเกม ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของบอร์ดเกมนะครับ คือ มันคล้ายกับหมากรุก แต่เป็นหมากรุกที่มี Theme มีเรื่องราวสนุกสนาน และ ไม่เครียดเท่าหมากรุก แต่พอมันคล้ายหมากรุก มันก็จะมีภาพว่ามันเป็น Brain Game ที่คนเล่นเก่งจะดูเป็นคนฉลาด และมันก็ทำให้เกิดมุมมองผิด ๆ ว่า คนที่เล่นแพ้คือคนโง่ หลาย ๆ คนที่เล่นบอร์ดเกมเลยมีโรคอย่างหนึ่งครับ ผมเรียกว่า “โรคกลัวแพ้” โรคกลัวแพ้นี้มักจะเกิดกับคนที่เริ่มหัดเล่นใหม่ ๆ ครับ บางคนกลัวแพ้จนทะเลาะกับเพื่อนจนร้องไห้ไปเลยก็มี มันก็น่าแปลกนะครับ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่เกม แต่ก็มีคนไปจริงจังกับมัน และมันก็ย่ิงน่าสนใจขึ้นไปอีกว่า คนที่กลัวการแพ้ มักจะไม่ใช่คนที่ชนะ ผมว่ามันอาจเป็นเพราะ การกลัวแพ้จะทำให้เราไม่กล้าคิดอะไรใหม่ ๆ ไม่กล้าลงมือทำ และทำให้เราสูญเสีย Creativity ไป ความคิดว่ากลัวความผิดพลาด กลัวการโดนตำหนิ กลัวการไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่น นี่มันน่าสนใจนะครับ นักเล่นบอร์ดเกมเก่ง ๆ ฝีมือดี ๆ ที่ผมรู้จัก ล้วนแต่ไม่กลัวการแพ้ ไม่กลัวการลองคิด ไม่กลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ พวกเขาไม่ได้เล่นแค่เพราะอยากจะชนะ แต่เขาเล่นเพราะอยากใช้ฝีมือให้เต็มที่  และที่น่าสนใจคือในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และหลาย ๆ คนเป็นผู้นำในวงการอาชีพของตัวเอง อันนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับว่ามันเป็นเพราะพวกเขาเป็นคนมีทัศนคติดีๆ อยู่แล้ว ทำให้พอมาเล่นบอร์ดเกม เลยเล่นออกมาได้ดี หรือ การเล่นบอร์ดเกมต่างหากที่พัฒนาตัวเขา … แต่จากการได้ลองคุยกับพี่ๆ เหล่านี้บางท่าน ก็ล้วนแต่บอกว่าเขาใช้บอร์ดเกมพัฒนาตัวเองครับ!

The Last Lecture

thelastlecture มีคำพูดเท่ห์ๆ ที่ว่า “สิ่งที่มีค่ามากที่สุดของคนเรา คือ เวลา” คุณคงคิดเหมือนผมว่า มันคงหมายความว่า เราควรใช้เวลาในทุกๆ วันอย่างมีคุณค่า หรือว่าทำสิ่งที่คิดว่าสำคัญ แต่ก็นั่นอีกผมมักจะทำตามที่คิดได้วันสองวันแล้วลืม หรืออาจจะรอให้มีเวลาว่างแล้วค่อยทำ คงเพราะเชื่อลึกๆ ว่า “เวลา” ของเรานั้นยังมีเหลืออีกมาก แต่กับ Randy Pausch นั้นแตกต่างกันครับ เค้าเป็นอาจารย์หนุ่ม ผู้มีชื่อเสียงด้าน Virtual Reality ประจำมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon, USA มีภรรยาแสนสวย และลูกๆวัยเด็กที่น่ารัก 3 คน ที่วันหนึ่งกลับพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งตับที่รักษาไม่หาย และ “เวลา” ที่เขาเคยคิดว่ายังมีอีกมากนั้นกลับเหลืออีกเพียงแค่ไม่กี่เดือน เขาจึงอยากจะใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยความที่ Randy เป็นวิศวกร เขาจึงตั้งคำถามแล้วพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองดังนี้ อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญและอยากทำที่สุดหากยังมีชีวิตอยู่ต่อ คำตอบที่เขาได้คือ “ดูแลครอบครัวและสั่งสอนลูกทั้ง 3 คนเมื่อโตขึ้นมา” อะไรเป็นสิ่งที่อยากฝากไว้บนโลกใบนี้ เมื่อเขาต้องจากไป ซึ่งคำตอบที่เขาได้คือ ในฐานะอาจารย์ Randy อยากถ่ายทอดเคล็ดลับความสำเร็จในการดำเนินชีวิตของเขา และคำตอบที่เขาได้นั้น นำไปสู่การใช้ชีวิตทุกนาทีให้มีความสุขที่สุดกับภรรยาและลูก ย้ายบ้านไปอยู่ใกล้พ่อและแม่ของภรรยาเพื่อที่จะได้มีคนดูแลครอบครัวเมื่อเขาจากไป รวมทั้งการเตรียมการบรรยายครั้งสุดท้าย (The Last Lecture) ต่อนักศึกษาและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Carnegie ในเรื่อง “การทำตามความฝันในวัยเด็กของเขา” (Really Achieving Your Childhood Dreams) ที่ Randy เชื่อว่า การทำตามความฝันแปลกๆในวัยเด็ก เช่น การลอยได้, การลงแข่ง NFL และการเป็นกับตัน James T. Kirk แห่งยาน Starship Enterprise เป็นพื้นฐานของความสำเร็จในชีวิตเขา การบรรยายครั้งสุดท้ายนี้ เป็นเหมือนบทสรุปความเป็นตัวตนของ Randy เขาได้สอดแทรกแนวคิด หลักการ แนวทางการดำเนินชีวิต รวมถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่เขาใช้มาตลอดชีวิต เพราะเขาหวังว่านอกจากผู้ฟังจะได้รับประโยชน์ต่างๆ นี้แล้ว เขายังอยากจะให้การบรรยายสุดท้ายนี้เป็นการถ่ายทอดบทเรียนและเรื่องราวของพ่อให้แก่ลูกทั้ง 3 คนเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น หลังจากที่ Randy ได้จากโลกใบนี้ไปแล้ว ผมอยากจะคิดว่าพวกเรานั้นโชคดีที่มีเวลาเหลือ และมีโอกาสได้รับรู้แนวคิดดีๆ ของ Randy แม้ไม่ได้เข้าร่วมการบรรยายในวันนั้น ผ่านหนังสือ The Last Lecture ซึ่งผมหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะช่วยเตือน (แบบอ้อมๆ) ให้คุณบริหารเวลาที่มีอยู่ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นเหมือนกับที่ผมพยายามทำอยู่หลังจากได้อ่านมัน สุดท้ายผมขอฝากประโยคแรกที่ Randy กล่าวเปิดการบรรยายสุดท้ายของเขาว่า “We cannot change the cards we are dealt, just how we play the hand.” คือ แม้ว่าเขาไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งร้ายนี้ได้ แต่ว่าเขาสามารถทำสิ่งอื่นที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุดได้ (เหมือนกับการเล่นไพ่ ที่เราขอเปลี่ยนไพ่ที่แจกมาแล้วไม่ได้ แต่เปลี่ยนวิธีเล่นได้)

ความรักคือดิน

Processed with VSCOcam with m3 preset
 
"เมื่อรักคือการให้ แม้สุดท้ายจะไม่เหลือใคร
แต่สิ่งที่เหลือไว้ คือความสุขใจที่ได้ทำ"
 
ณ ทุ่งหญ้าเขียวขจี
มีต้นหญ้าสีเขียวที่ขึ้นอย่างพอดีและสวยงาม
ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ต่างก็หยุดชื่นชม ทุ่งหญ้านี้
บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็วาดรูป บ้างก็ยืนดูอย่างมีความสุขเป็นเวลานาน
 
ผืนหญ้าดีใจ และ ยืนสง่าผ่าเผย บนคำชื่นชมของคนที่พบเจอ
 
หนอนน้อยตัวหนึ่ง ที่ซอกซอนไปมาบนพื้นดินตลอดเวลา
ได้เห็นทั้งผืนหญ้าที่สวยงาม และ ผืนดินที่อบอุ่น
 
หนอนน้อยถามพื้นดินว่า
ท่านไม่น้อยใจบ้างเหรอ ที่มีแต่คนชมผืนหญ้า
ทั้งที่จริงๆแล้ว ที่ผืนหญ้างามได้ขนาดนี้ ก็เพราะท่านแท้ๆ
 
พื้นดินตอบว่า ไม่นะ
 
ผืนหญ้าไม่เคยกล่าวถึงท่าน ไม่เคยแม้แต่จะก้มลงมามองท่าน    หนอนน้อยถามต่อ
 
พื้นดินตอบว่า ไม่นะ มันคือการให้
 
ทำไมท่านถึงได้ให้อะไรโง่ๆขนาดนี้ หนอนน้อยพูดอย่างอารมณ์เสีย
 
พื้นดินไม่โกรธอะไร เพียงได้แต่ตอบไปว่า
 
ถ้าเจ้ามองการให้ครั้งนี้ มันคือความโง่ มันก็จะโง่
แต่ถ้าเจ้ามองว่า การให้ครั้งนี้มันคือความรัก มันก็คือความรัก
เรามีความสุขที่ได้เห็นผืนหญ้ามีความสุข
เช่นเดียวกับที่ผืนหญ้า มีความสุขที่จะได้เห็นเจ้ามีความสุข
 
หนอนน้อย งง และถามว่าทำไม
พื้นดินจึงถามกลับหนอนน้อยว่า
 
แล้วทำไมผืนหญ้าจึงยอมให้เจ้ากัดกินอย่างมีความสุขโดยที่ไม่ห้ามอะไรเลยล่ะ
 
หนอนน้อย เงียบ คิด และยิ้มออกมาก่อนจะเงยหน้าไปมองผืนหญ้าที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ^^
 
---///---
คิ้วต่ำ คือนามปากกาของนักเขียนหัวเถิก
ผู้เป็นเจ้าของแฟนเพจคิ้วต่ำ ที่ถ่ายทอดผลงานเป็นภาพและคำบนพื้นกระดาษสีน้ำตาล ในมุมมองแบบเถิกๆ

เอิ่ม...พี่คะ

“ครับแล้วสุดท้ายนี้ฝากบอกน้องๆ ที่อยากเข้ามาทำงานในวงการนะครับ พี่ว่า…….น้องเปลี่ยนเส้นทางเถอะ!!” เอิ่มมม เดี๋ยวค่ะพี่ เดี๋ยวๆ ที่พี่วาดฝันสวยงามมาทั้งหมด แล้วจบด้วยประโยคนี้คืออะไรคะ ? เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นเรากำลังนั่งฟังรุ่นพี่เล่าวิถีการทำงานอย่างออกรสออกชาติ  ท่ามา มือมา สไลด์พร้อม   หุยยยย จริงดิ  ว้าววว  พี่เขาสุดยอดเลย ในใจมีแต่คำแบบนี้หลุดออกมา พี่เขาเล่าอะไรมาแต่ละทีนะ เรานี่แทบจะกลับมาเสิร์ชหางานที่พี่เขาทำ ไหนๆ ดูซิเป็นไง  เออเจ๋งจริงด้วยอะ แต่ทำไมหน่อทำไม พี่ต้องจบด้วยประโยคนี้ล่ะคะ  เอาละไม่สน เราต้องตามหาฝันตามประสาคนยุคเจนวายสายเด็กแนวสิ ไม่งั้นเสียชาติเกิดแย่  สะพานเป้พร้อมลุย   เดินทางมาเรื่อยๆ ชักได้กลิ่นตุๆ ก็ไอ้คำที่พี่เขาพูดกันหนาหู มันเริ่มชัดขึ้น จนนึกว่าออกมาจากปากตัวเอง ถึงกับต้องหันหลังกลับไป แล้วตะโกนบอกน้องๆข้างหลังว่า เห้ยยยยแก หยุดๆๆ ถ้าไม่รักจริงอย่ามานะเว้ยยย  เกริ่นมาซะยาวเลย เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สวัสดีค่ะ ชื่อแป้งเขียวค่ะ แป้งเขียว รหัสเสือ เราจะทำความรู้จักกันมากขึ้นจากเรื่องเล่าต่อไปนี้นะคะ แต่ขอบอกก่อนว่า ประสบการณ์การทำงานของเรายังน้อยนิดกะปริบกะปรอย อาจจะเล่าได้ไม่หมด ไม่ถูก หรือไม่ดีพอ อย่างไรก็แล้วแต่ ลองมาฟังเรื่องของวงการโทรทัศน์  ในมุมของเรากันนะคะ เริ่ม !! ไอ้วงการที่ว่าไม่ใช่วงการสีเทาแต่อย่างใดค่ะ เรียกได้ว่าเป็นวงการสีรุ้งซะมากกว่า ที่คนนอกอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ด้วยภาพที่เห็นกันชัดๆว่าขายความสนุกสนาน ต่อให้เป็นละครดราม่า ก็ยังแอบมีเบื้องหลังการหลุดขำของพระเอกนางเอกมาให้เราใจชื้นอยู่เสมอ  ไม่ต้องพูดถึงรายการที่ขายเสียงหัวเราะ ทีมงานมันต้องนั่งฮากันอยู่ข้างหลังแน่ๆ ดีจัง ทำงานเหมือนไม่ได้ทำ สนุกสนานเจอดารา มาฮา แล้วกลับบ้าน ค่ะ บอกตรงๆ ว่าตอนแรกก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน  ยิ่งรายการท่องเที่ยวนะ หุยยย ใฝ่ฝันเป็นอย่างมาก ได้ทำงานและได้เที่ยวในเวลาเดียวกัน เที่ยวๆ กินๆ ชิมฟรี พักฟรี อะไรจะดีไปกว่านี้หนอ  และวันหนึ่งโชคชะตาฟ้าลิขิตได้ทำรายการท่องเที่ยวสมใจอยากค่ะ ตื่นเต้นและตื้นตันฉันจะเที่ยวแล้ว “แป้งๆ ทำสคริปท์เลยนะ ออกกองสองวัน สามจังหวัด เอ๋ …… หรือ สี่ดีอะ ลองดูนะแป้ง ทำเบรคเลย งบน้อยได้แค่นี้ต้องอัดคิวไปนะ ไหนจะค่ารถตู้อีก กินง่ายๆ นะแป้ง เอามาม่าไปเผื่อด้วยอะ บลา บลา บลา … ” เอิ่มมมม นี่แค่ตัวอย่างนะคะ ไหนคะไหน  การอยู่ฟรีกินดีงานสบาย  สนุกสนานกับการเที่ยวเล่นแถมยังได้งาน       รู้ไหมว่าการต้องตื่นแต่เช้าตีห้า เพื่อมาเตรียมอุปกรณ์ออกกอง ทั้งที่เมื่อคืนได้นอนตอนตีสองครึ่งเพราะมัวแต่แก้สคริปต์ มันง่วงเหงามากแค่ไหน ขึ้นรถเหมือนได้ขึ้นสวรรค์หลับในรถก็แล้วกัน ไอ้เรื่องชมวิวไว้หลังสุด นอนหลับตื่นอีกทีคือจุดหมาย ลงไปถ่ายๆๆ ถ่ายให้ทันไม่ทันไม่ต้องกินข้าว บางทีได้กินอีกทีนู้นน หกโมงเย็น ถ่ายให้เสร็จก่อนลูกเดี๋ยวพักทีเดียวเลย บางทีมีอุบัติเหตุกลางทาง แบตหมด การ์ดเต็ม ขาตั้งหัก สรุปสุดท้ายถ่ายเสร็จได้เวลาพักแล้วค่ะพี่ๆ ไปเล่นน้ำทะเลกันไหม  ใจบอกไปแต่ร่างกายบอก นอนเถอะ ตื่นมาต้องรีบกลับ  งานตัดรอเราอยู่  เอาละค่ะ งานรายการท่องเที่ยว ได้เที่ยวสมใจอยาก ไม่อยากใช้คำว่าเที่ยว มันจะดูละลาบละล้วงต่อสถานที่กันเกินไป  ของใช้คำว่าไปเหยียบก็เกินพอ แต่ต้อง ปล. ไว้ ณ ที่นี้เลยว่า เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน บางคนอาจจะได้กินข้าวอีกทีตอนหนึ่งทุ่มก็ได้ ( ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ล่ะ)  เอาจริงๆ เราได้อะไรจากความยุ่งเหยิงอย่างที่ว่าไปกันบ้าง  ทำไมเราถึงยังอยู่กับมัน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ เรามีเรื่องเล่ากลับมา เราไปทะเลนะ แต่เรื่องที่เราเอากลับมาเล่ามันไม่ใช่เรื่องทะเล เราสนุกนะ แต่มันไม่ได้เกิดจากการที่เราตัดสินใจไปเล่นน้ำ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นระหว่างที่งานกำลังดำเนินไป  ซึ่งในขณะนั้นหัวนี่แทบจะระเบิด เครียดหลายเรื่องพร้อมๆกัน ตีกันไปหมด ความกดดัน ต้องถ่ายให้ทัน ตัดให้ทัน ออกอากาศให้ทัน งานมันไม่ได้สบาย สนุกอย่างที่คิด แต่เมื่องานจบและได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ชม  นั้นแหละความสุขมันมาตอนนั้น และเสน่ห์ของมันก็คือ ความสุขสมจากการทำงานจะไม่เกิดขึ้นถ้าคุณไม่มีใจให้มัน หลายคนต้องร่ำลาเพราะได้ยินเสียงเตือนจากรุ่นพี่ดังก้องว่า พอเถอะ แต่คนที่แม้ได้ยินเสียงนั้นแล้วมีวิธีจัดการกับมันนี่เจ๋งกว่า ไม่แต่เฉพาะงานในวงการโทรทัศน์เท่านั้น  ทุกงานย่อมมีเรื่องวาดฝัน และความเป็นจริงเสมอ ไม่มีงานไหนไม่เครียด ไม่มีงานไหนไม่เหนื่อย อยู่ที่ว่าคุณยอมรับในจุดที่เครียด ที่เหนื่อยของมันได้มากแค่ไหน คุณแสดงความรักความจริงใจต่อมันมากพอหรือยัง  ถ้าพอแล้วก็ไม่จำเป็นที่คุณจะต้องมาอิจฉาอาชีพในวงการ หรืออาชีพไหนๆทั้งนั้น ทำงานของคุณให้เต็มที่ แล้วรอเสพสุขจากสิ่งที่เราตั้งใจทำก็พอ

Sketch184135854

---///--- แป้งเขียว รหัสเสือ เรียนจบภาพยนตร์ ทำงานส่งโทรทัศน์ ยามว่างเขียนหนังสือ บางทีทำสื่อเพื่อเด็กๆ หลงใหลในอิสระ  ชอบเต้นคร่อมจังหวะ กินสละก่อนออกไปท่องเที่ยว เสพติดภูเขา เเละไม่เหงาเพราะมีเพื่อนเยอะ

กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว ยากช่างหัว ตายปลด

ผมได้ยินประโยคนี้ครั้งแรกก็เมื่อปี 2005 สมัยเพิ่งกลับเมืองไทยใหม่ๆ จากการไปชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง มหา'ลัยเหมืองแร่ ที่สร้างโดยคุณ จิระ มะลิกุล จากงานเขียนของคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ วันที่ไปชมนั้นยังเป็นวัยรุ่นหน้าใสฟรุ้งฟริ้งหล่อยังกะนักร้อง J-Pop ตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ที่หัวเริ่มหงอกก็เป็นเวลา 9 ปีได้แล้ว แต่ประโยคสั้นๆจากภาคใต้นี้ก็ยังคงย้อนกลับมาเบ่งกล้ามโชว์พลังกล้ามนมเด้งดึ๋ง คอยชี้หน้าด่าเตือนสติตัวผมเองอยู่เรื่อยๆ ซีเครียดไปมั้ย... แถมลืมแนะนำตัวไปอีกเลย ชินครับ ทำวิจัยฉลาม ถ่ายรูปธรรมชาติ อนุรักษ์ปะการัง และจับฉ่ายอื่นๆเลี้ยงชีพ แต่จับผลัดจับพลูได้มาเขียนให้ทาง afterword อาจเพราะทางพี่บ.ก.เห็นกงจักรเป็นดอกบัว (ถ้าไม่ได้เห็นผมเขียนอีก แปลว่าทางกองบ.ก.อาจตาสว่างแล้วล่ะครับ ก็บ๊ายบายล่วงหน้าเผื่อไว้ก่อนนะจ๊ะ ) เอ้า ต่อ! คอนทินิวนะจ๊ะ เรื่องที่อยากเล่ามันมาจากว่า ช่วงนี้ผมเพิ่งมารับงานถ่ายภาพรับจ้างมากขึ้นครับ เพิ่มเติมจากที่ขายรูปภาพในแกลลอรี่ หรือ แข่งล่ารางวัลอย่างเดียวเช่นเมื่อก่อน คุณอาจจะมองว่าอยากทำเป็นอาชีพแล้วทำไมไม่รับงานเยอะๆล่ะ(วะ) อย่ามาทำตัวติสต์แตก หยิ่งไม่รับงาน ฮิปสเตอร์ห่าเหวอะไรก็ว่ากันไป  คือผมก็คิดว่ามันมองได้สนุกดีนะในประเด็นนี้ ผมเหมารวม (generalisation) มาเป็นแนวทางหลักๆได้สองแบบ (ขออภัยล่วงหน้า ผมไม่ได้มาทางสายธุรกิจนะ ถ้าคอนเซปป์ไม่ดีก็ช่วยติข้อผิดพลาดด้วย) ก็คือ 1. การรับงานทุกอย่างที่มีเข้ามาหมดเลย ถ่ายคอสเพลย์ ถ่ายรับปริญญา ถ่ายงานศพ คอมเมอร์เชียล แพคช็อต จับฉ่าย อะไรก็ว่ากันไป ซึ่งคุณก็คงมีงานเข้ามาเรื่อยๆได้จริง แต่ตลาดก็คงมองคุณว่าเป็นสายรับงานทั่วไป ไต่บันไดสายอาชีพแข่งขันขึ้นมาก็ยาก เพราะการแข่งขันในตลาดมันก็สูงเพราะ ยุคสมัยนี้ใครๆก็มีกล้องถ่ายรูป เพิ่งถอยกล้องใหม่ก็เรียกตัวเองว่าช่างภาพกัน (เต็ม timeline ผมเลย.... ช่างกล้า!) แข่งขันตัดราคา price war กันจนมีบางคนรับถ่ายงานฟรีเลยทีเดียว ดราม่าเต็มไปหมด ทำให้ผมเองในตอนแรกก็ไม่อยากเดินไปบนเส้นทางสายแมสรับงาน อีกแนวทางที่2. ก็คงเป็นสร้างชื่อเสียงจากการประกวด งานแข่งขัน แสดงภาพแกลเลอรี่ ตีพิมพ์ลงนิตยสาร เก็บเรทค่าตัวแพงๆเป็นพิเศษ เป็นเชิงเอ๊กซคลูซีฟ ซึ่งก็เป็นแนวที่ผมเคยคิดว่าดีกว่าเมื่อก่อนนะ เพราะคิดว่าน่าจะคุ้มค่าแรงต่อเวลาที่ลงไป และการแข่งขันดูเหมือนจะต่ำกว่า เพราะมีจำนวนคนสายนี้น้อยกว่าอยู่ในกลุ่มประชากรคนถ่ายรูป แต่ว่าไปๆมาๆสิ่งที่เกิดขึ้นคือมันไม่มีจะแดกเอาสิครับ เพราะฝีมือและชื่อเสียงเรามันก็ยังไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น แถมงานเรทราคาหลักหมื่นต่อวันมันก็ไม่ได้เข้ามาบ่อยๆอย่างที่คิดเมื่อก่อนซะอีกน่ะสิครับ เดือนละงานสองงานเอง ไม่มีงานก็เบื่อ ไร้ค่า อยากตาย จะอยู่ไปทำไมก็ไม่รู้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันมันก็คงเป็นคนละขั้วกันสุดๆ (polar opposite) ซึ่งในความเป็นจริงก็คงไม่ได้มีใครไปสุดโต่งอะไรกันอย่างนั้นล่ะครับ แต่มันก็น่าคิดอยู่ว่าอันไหนจะเป็นแผนการที่ใช้ดันตัวเล็กๆของเราขึ้นไปได้ดีกว่าในตลาดการถ่ายรูป หรือแม้จะเป็นตลาดงานศิลป์อื่นๆก็ตามแต่ ซึ่งมันก็อยู่ในหัวผมมาเรื่อยๆเวลาว่างๆ แต่มาในตอนนี้ที่รับงานเพิ่มเข้ามา ผมกลับมองว่าแนวคิดทั้งสองนี่มันก็คิดมากไปจนมองไม่เห็นความเป็นจริงเท่าไร จะเป็นการรับงานตลาดมากๆเข้าไปเพื่อเม็ดเงิน หรือจะสร้างชื่อเสียงขึ้นมาเพื่อสร้างคุณค่าตัวเอง จริงๆแล้วมันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งคิดหรืออะไรเลย (แอนตี้ไคลมาติกไปมั้ย?) แล้วมันเกี่ยวกับประโยคนั้นอย่างไร?? กินอย่าอาย ตายอย่ากลัว ยากช่างหัว ตายปลด อืมม ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณแปลความหมายของคำนี้มันออกมาว่าอะไรเช่นกัน โดยส่วนตัวผมแปลว่า งานจะลำบากอะไรแค่ไหนก็ทำไปให้มันสุด ยากลำบากแค่ไหนก็ช่างมันทำงานให้เต็มที่ไปก็พอ (ในส่วนคำว่า "ยากช่างหัว ตายปลด” นี่จากเท่าที่จำได้ความหมายมันคือ ยากจนอะไรไปก็ไม่สำคัญหรอก เดี๋ยวตายก็หมดหนี้อะไรเอง ซึ่งก็ค่อนข้างจะดาร์คเอาเรื่องอยู่) แต่นั่นแหละ มันอาจเป็นประโยคเกี่ยวกับวินัยการทำงานที่ เรียบง่ายบ้านๆเอามากๆ แต่ผมคิดว่ามันเป็นอุดมคติที่น่ายกย่องและอยากจะเชื่อว่ามันสามารถทนทานต่อการทดสอบของการเวลาในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้ อยากที่จะเชื่อว่าเนื้องานที่ดีจากการลงแรงทุ่มความสามารถของคนลงไปจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนสักคนได้เติบโตและเจริญขึ้นมาได้ในงานสายอาชีพ จริงๆเราก็อาจคิดมากเกินไปในหัวนิ่มๆแทนที่จะลงมือทำ แก่นแท้ของมันก็อาจเป็นแค่การทุ่มเทสร้างงานที่ดีมีคุณค่าออกมาแก่ ผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าจ้างงาน กรรมการ หรือผู้ชม เท่านั้นเอง ซึ่งผมว่ามันก็อาจฟังดูเป็นอะไรที่ดูอุดมคติเกินไปบ้างนะ ที่มาคิดว่าทำงานดีอย่างเดียวแล้วมันจะเกิดผล โดยที่ไม่ไปหวังพึ่งคอนเน็คชั่นหรือมาร์เก็ตติ้งอะไรต่อมิอะไร ที่เป็นส่วนสำคัญในการอยู่ในวงการ หรือในสังคมยุคปัจจุบัน แต่มันก็เป็นอะไรที่ผมอยากเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง ที่เนื้องานที่ลงแรงทำไปจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเจริญเติบโต ถึงแม้จะยังไม่เกิดในตอนนี้ แต่ถ้าเป็นจริงได้ในสังคมของวันข้างหน้า ที่ระบบอุปถัมภ์มันได้จืดจางและถูกแทนที่ด้วยผลงานไปได้ก็คงดี จะไปในทิศทางไหน ถ้างานออกมาดี มันก็อาจมีค่าเพียงพอแล้ว (เนาะ?) สวัสดีและเอ็นจอยไปกับการทำงาน  

---///--- ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย / ชิน / ชินาโลด้อน ช่างภาพอิสระที่เน้นงานธรรมชาติและงานใต้น้ำ นอกจากนี้ยังเป็นนักศึกษาปริญญาโททำงานวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยาของปลาฉลามและการอนุรักษ์ ซึ่งตอนนี้เขากำลังผจญกับมรสุมชีวิตกับวิทยานิพนธ์และหาทางเลี้ยงตัวเองด้วยการทำงานสายธรรมชาติที่เขารัก

ได้คิด จน คิดได้

"บางที เราควรหยุดคิด เพื่อมาคิดว่า ตอนนี้เราควรจะคิดอะไร" ผมว่า บางทีเราก็ต้องหยุดคิดบ้างนะ เพื่อหันมาทบทวนดูว่า ตอนนี้เราควรคิดอะไรกันแน่ หลาย ๆ ครั้งผมเจอว่า สิ่งที่เราควรคิดไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังคิด ประโยคนี้มันผุดขึ้นมาในหัวผม ตอนที่ผมกำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมที่ชื่อว่า Caylus ครับ (http://boardgamegeek.com/boardgame/18602/caylus) แต่ว่า Caylus คืออะไร … Caylus คือหนึ่งในบอร์ดเกมยุคใหม่ ถ้าให้เทียบก็เหมือนกับเกมเศรษฐีที่เราคุ้น ๆ กันน่ะครับ แต่มันพัฒนาไปไกลกว่ามากครับ boardgame

บอร์ดเกมยุคใหม่คืออะไร?

บอร์ดเกมยุคใหม่เป็นที่นิยมในยุโรปครับ โดยเฉพาะในประเทศเยอรมัน จนมีคำเรียกบอร์ดเกมประเภทนี้ว่า German-style Board Game เกมเหล่านี้จะไม่มีผู้เล่นถูกกำจัดออกจากเกม ไม่มีใครต้องนั่งเบื่อรอเกมจบ เป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะการวางแผนมากกว่าใช้ดวง ที่สำคัญคือจะเล่นให้ฮาหรือจริงจังก็ได้ในเวลาเดียวกัน!  คุณ "สฤณี อาชวานันทกุล" เคยเขียนบทความเกี่ยวกับบอร์ดเกมยุคใหม่ไว้ครับ ชื่อว่า "ลาก่อนเกมเศรษฐี” ลงนิตยสารสารคดี http://www.sarakadee.com/2011/09/29/goodbye-monopoly/  คุณสฤณี ได้สรุปข้อดีของบอร์ดเกมไว้อย่างเข้าใจง่ายและเห็นภาพมาก ๆ ผมถือว่าเป็นบทความที่ดีที่สุดบทความหนึ่งของไทยเกี่ยวกับบอร์ดเกมเลย ผมคงไม่มีปัญญาไปบรรรยายได้เทียบเท่าคุณสฤณีหรอกครับ ดังนั้น เชิญเข้าไปอ่านเลยครับผม :D  

ผมมาเจอกับบอร์ดเกมนี้ได้อย่างไร?

ผมชอบเล่นหมากกระดานมาตั้งแต่เด็ก ๆ ครับ โดยเฉพาะหมากรุก ตอน ม.ปลาย ผมกับเพื่อน ๆ ชอบรวมตัวกันออกไปเล่นหมากรุกตามที่ต่าง ๆ  ต่อมาผมได้ไปทำงานประจำที่ต่างประเทศและได้ไปเจอกับบอร์ดเกมครับ จากนั้นมาผมก็หลงใหลเกมพวกนี้ และพยายามแนะนำให้คนรอบตัวได้เล่น ซึ่งก็ติดกันงอมแงมไปหลายคน และด้วยความบ้าคลั่งเล่นบอร์ดเกมของผม ผมก็ได้ไปลงแข่งขันบอร์ดเกมชิงแชมป์ประเทศไทย เกมชื่อว่า “The Settlers of Catan” และโชคดีได้เป็นแชมป์ประเทศไทยคนแรก และกำลังจะไปชิงแชมป์โลกในเดือนตุลาคม 2557 นี้ครับ เล่าเรื่องตัวเองทำไม ก็เพียงแต่อยากให้เราได้รู้จักกันนิดหน่อย ก่อนที่เราจะคุยกันน่ะครับ … พอดีกว่า เขียนเรื่องตัวเองแล้วมันเขิน  

ความแปลกของบอร์ดเกม

มันน่าแปลกนะครับ ที่เราเล่นบอร์ดเกมเพื่อความสนุกผ่อนคลาย แต่ว่า หลังจากที่เล่นไป ผมสังเกตได้อย่างนึงว่า เราได้ข้อคิดจากมันนะ มันเป็นข้อคิดที่ไม่ได้มีใครยัดเยียดให้เราคิดหรือแนะนำว่าต้องคิด แต่มันผุดขึ้นมาเอง เพื่อนรักผมคนหนึ่งบอกกับผมว่า “เราเข้าใจตัวเองแล้วนะ ว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยกล้าตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเลย ถึงจะตั้งใจทำอะไรลงไป มันก็ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด” ในขณะที่อีกคนก็บอกผมว่า “เราเพิ่งเข้าใจตัวเองนะ ว่าเราเป็นคนกลัวการทำเป้าหมายไม่สำเร็จ ที่ผ่านมาเราเลยตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่เราคิดว่าจะทำได้เท่านั้น” เพื่อนทั้งสองคนนี้เล่าให้ผมฟัง หลังจากที่เขาได้ลองเล่นเกม Ticket to Ride ครับ สำหรับผม บอร์ดเกมที่ดี มันจะจำลองการใช้ชีวิตให้เราครับ ให้เราได้ลองผิดลองถูกอะไรบางอย่างในช่วงเวลาสั้น ๆ เราต้องตัดใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมาระหว่างเกม ซึ่งการจำลองสถานะการณ์นี้เอง มันทำให้เราได้คิดครับ มันทำให้เราได้ลองผิดลองถูก ได้เห็นผลลัพธ์ และได้เรียนรู้ มันช่วยให้เราประหยัดเวลาไม่ต้องไปลองผิดลองถูกในชีวิตจริง แต่ก็นั่นล่ะครับ เกมมันไม่ได้สอนเรา เราต้องสอนตัวเอง  

แนะนำบอร์ดเกม

สำหรับท่านที่ไม่รู้จักบอร์ดเกมเลย ผมขออนุญาตแนะนำเกมให้รู้จักซักเกมหนึ่งนะครับ จะได้เห็นไอเดียว่าบอร์ดเกมมันพัฒนาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่ได้ไก่กาอาราเล่ เกมที่ขอแนะนำในตอนนี้คือเกม “Camel Up!” เป็นเกมที่พึ่งได้รางวัลเกมยอดเยี่ยมแห่งปี 2014 ครับ … เล่นง่าย สนุก ฮา หัวเราะเสียงดัง แต่ถ้าจะคิดให้ลึก ก็ลึกได้ชนิดว่านั่งเงียบกุมขมับครับ http://www.youtube.com/watch?v=IlpVDx0H5FQ  

---///--- ตรัง สุวรรณศิลป์ แชมป์บอร์ดเกม The Settlers of Catan คนแรกของไทย รักการเล่นบอร์ดเกมเป็นชีวิตจิตใจ และ มองบอร์ดเกมเป็นมากกว่าแค่เกม ทุกวันนี้ทำ Facebook Fan Page & YouTube เพื่อแนะนำและเผยแพร่บอร์ดเกม ในเดือนตุลาคมนี้จะไปชิงแชมป์โลกที่เยอรมัน

Predictably Irrational

-- Giving up on our long-term goals for immediate gratification, my friend, is PROCASTINATION. -- ( ที่มา: https://fallforward.files.wordpress.com/2010/03/masked-procrasinator2.jpg ) “Professor-X สั่งให้น้อง P (the masked procrastinator) ทำโปรเจคกู้โลก 3 ชิ้น ให้สำเร็จภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องบอกล่วงหน้าว่าจะส่งโปรเจคแต่ละชิ้นเมื่อไหร่ จะส่งทั้งสามโปรเจคตอนสิ้นเดือนที่ 3 เลย หรือ อยากจะทยอยส่งแต่ละโปรเจคเดือนละชิ้นก็ได้ แต่ถ้าเธอส่งโปรเจคช้ากว่าวันที่เธอเลือกไว้ จะโดนทำโทษ !” ถ้าคุณเป็นน้อง P จะเลือกกำหนดตารางเวลาอย่างไรดี? (ลองใช้เวลาคิดซักหน่อย ก่อนอ่านต่อนะครับ) คุณอาจคิดว่า ไม่น่าเสียหายอะไรถ้าจะกำหนดส่งทุกชิ้นในเดือนที่ 3 เพราะจะได้มีเวลาในการทำงานนานที่สุด และสามารถบริหารเวลาได้สะดวกกว่าทางเลือกอื่น Dan Ariely และ Klaus Wertenbroch อยากรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดยังไง? พวกเขาจึงทำการทดสอบที่ MIT โดยแบ่งออกนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่ม 1: นักศึกษาได้รับอิสระในการกำหนดเวลาส่งโปรเจคทั้ง 3 ชิ้น และหากไม่ส่งตามที่กำหนดจะถูกหักคะแนน (เช่นเดียวกับน้อง P) กลุ่ม 2: Dan กำหนดให้นักศึกษาส่งทั้ง 3 โปรเจค ณ. สิ้นเดือนที่ 3 และ กลุ่ม 3: Dan กำหนดให้นักศึกษาส่งแต่ละโปรเจค ณ. สิ้นเดือนที่ 1 2 และ 3 แล้วก็รอดูผลว่ากลุ่มไหนจะสามารถทำผลงานออกมาได้ดีที่สุด กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีเวลาทำงานเต็มที่ 3 เดือนเลยจะทำงานได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ จริงหรือเปล่า? Dan ได้เฉลยผลลัพธ์ที่ผิดคาดไปสักหน่อย โดยเขาพบว่ากลุ่มที่ 3 ที่ต้องทำโปรเจคส่งในทุกๆ สิ้นเดือนทำงานออกมาได้ดีที่สุด ขณะที่กลุ่มที่ 2 ที่มีเวลาทำนานกลับทำได้แย่ที่สุด ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลง่ายๆ ว่ามาจากการผัดวันประกันพรุ่ง (procrastination -*-) นั่นเอง นักศึกษากลุ่มนี้เลยต้องมารีบทำงานทั้งหมดในช่วงเดือนสุดท้าย และถ้าคุณคิดเหมือนกันกับนักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ต้องนอยไปนะครับ เพราะ Dan เค้าว่าเป็นกันแทบทุกคน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ในกลุ่มที่ 1 ที่นักศึกษาสามารถเลือกกำหนดส่งเองได้ ถ้าพวกเค้ารู้ตัวว่ามีนิสัยนี้จะเลือกกำหนดตารางส่งโปรเจคล่วงหน้าในแต่ละเดือนเพื่อบังคับตัวเอง ทำให้สามารถทำโปรเจคออกมาได้ดีกว่า นักศึกษาที่เข้าใจผิดว่าตัวเองแบ่งเวลาได้ดีแล้วเลือกส่งทั้ง 3 โปรเจคในสิ้นเดือนสุดท้าย ซึ่งการกำหนดเป้าหมายล่วงหน้านี่เองก็เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ในการแก้ปัญหาผัดวันประกันพรุ่งที่ Dan ได้แนะนำมาในหนังสือ เรื่องเล็กๆ ที่เราทำกันประจำจนไม่ได้สังเกต ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรายังมีอีกเยอะครับ ลองค้นหาและติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าสนใจของคนเรา เช่น ทำไมเราถึงไม่ซื่อสัตย์ หรือการมีทางเลือกมากเกินไปก็ไม่ได้ดีเสมอไป ในหนังสือ Predictably Irrational ของ Dan Ariely หนึ่งในหนังสือขายดีทั่วโลกเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Economic)  

---///--- ในยามโลกสงบสุขแบบนี้ Bumble Bee พักรบจากหนังเรื่อง Transformer เพื่อมาเขียนถึงข้อคิดที่เค้าได้จากการอ่านหนังสือให้ชาวโลกได้รับรู้กัน ... Bumble Bee เป็นนามปากกาของนักอ่านจับใจความที่อยากแชร์เรื่องราวดีๆ ผ่านตัวหนังสือให้เพื่อนๆ  ได้เพลิดเพลินกัน

พลังชาว Introvert!

Introvert_networking เรามักคิดว่า คนที่มีบุคลิกภาพแบบ Extrovert คือเข้ากับคนง่าย ชอบสังสรรค์พบปะพูดคุย กล้าแสดงออก จะสามารถทำ networking ได้ดี แต่จริงๆแล้วบุคลิกภาพแบบ Introvert พูดน้อย เงียบ บางครั้งขี้อาย ถึงสามารถทำ networking ได้ดีไม่แพ้กัน และอาจจะดีกว่าอีกด้วย เพราะ... 1. พวกเขาจะคัดกรองเลือกว่าจะคุยกับใครบ้าง: ชาว Introvert จะสังเกตผู้คนรอบตัวก่อนจะทำความรู้จักและพัฒนาความสัมพันธ์ เขาจะรู้ว่าอะไรที่น่าจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น และตัวเขาเองก็มีคุณค่าอะไรที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ จึงไม่ได้พูดคุยกับคนไปทั่ว ซึ่งนั่นไม่ได้หมายถึงการทำความรู้จักกันจริงๆ 2. พวกเขาจะพูดแต่สิ่งที่ผ่านการคิดและพิจารณาแล้ว: ทำให้คำพูดของพวกเขามีน้ำหนักเพราะได้พูดในสิ่งที่สำคัญจริงๆ และผู้ที่มาร่วมวงสนทนาก็จะเป็นคนที่สนใจในสิ่งที่เขาพูดจริงๆ การสนทนาที่เกิดขึ้นจึงมีคุณภาพ 3. พวกเขาจะพูดตรงและเข้าเป้า: การสร้าง networking โดยเฉพาะในงานสังคมต่างๆ มักจะมีเวลาจำกัด ชาว Introvert จะไม่เสียเวลาและพลังงานไปกับบทสนทนาน้ำท่วมทุ่งและไร้จุดหมาย เขาจะพูดในสิ่งที่ต้องการสื่อสารเท่านั้น 4. พวกเขารับฟังและให้เวลากับคำพูดของผู้อื่น: ชาว Introvert มักเป็นนักฟังที่ดี เมื่อคู่สนทนายังต้องใช้ความคิดและกลั่นกรองคำพูด ชาว Introvert มีความอดทนมากพอในการรอคอย และนั่นจะสร้างความประทับใจให้กับคู่สนทนาได้ 5. พวกเขาติดตามสานสัมพันธ์ต่อกับคู่สนทนา: เมื่อใดที่ชาว Introvert เลือกแล้วว่าจะพูดคุยเรียนรู้กับใคร นั่นหมายความว่าคนนั้นมีความสำคัญต่อเขาจริงๆ เมื่อเลิกราจากงานกันแล้ว พวกเขาจึงยังต้องการติดต่อกับบุคคลนั้นอยู่  วิธีง่ายๆ เหล่านี้ แม้จะไม่ใช่ชาว Introvert ทุกคนก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เมื่อต้องเข้าสังคมที่ไม่คุ้นเคย และต้องการทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ เรียบเรียงจาก: inc.com/kevin-daum/it-turns-out-introverts-make-better-networkers.html 

It's happening!

หลังจากที่เราได้รับคำแนะนำดีๆจากคุณปราบดา หยุ่น เราจึงทดลองนำเสนอไอเดีย afterword ให้กับคนอื่นๆมากขึ้น และได้พบกับความจริงที่ว่า การอธิบายไอเดียใหม่ๆ เป็นเรื่องยาาากก...ก ไม่ได้มีใครจะเห็นด้วยกับสิ่งใหม่ๆเท่าไรนัก ถูกเข้าใจผิดบ้าง ถูกตำหนิก็มี เรียกได้ว่าสะบักสะบอม! จนพวกเรารู้สึกขยาดนิดๆ (แต่เราก็ยังจะสู้ต่อ!) ท่านโอ๊ต แห่งฮิกาซีน แนะนำให้ลองไปคุยกับพี่วิภว์ บูรพาเดชะ บก.นิตยสาร happening เพราะเห็นว่าเป็นคนทำหนังสือเหมือนกัน น่าจะได้ข้อมูลความเห็นเพิ่มเติม อาทิตย์ต่อมา พวกเราจึงมีนัดกับพี่วิภว์ที่ออฟฟิศย่าน RCA ตอนที่เข้าไปนั้น พี่วิภว์ยังยุ่งอยู่กับงานในออฟฟิศ พวกเราจึงนั่งรอ จ๋องๆ ไปเรื่อยๆ ในใจตอนนั้นคิดว่า จะรอดมั้ยนะคราวนี้? จะโดนว่าอีกหรือเปล่า? อ้ะ! เป็นไงเป็นกัน! Move faster and break more things! ..... หนึ่งชั่วโมงผ่านไป...การคุยก็สิ้นสุดลง พวกเราเดินออกจากออฟฟิศ happening มาเงียบๆ ลงบันไดจากชั้นสาม ผ่านป้ายคัทเอาท์วง SNSD ผ่านป้ายคัทเอาท์วง พาราด็อกซ์ ผ่านกองพัสดุตั้งใหญ่ จนมาถึงชั้นล่าง พวกเรามองหน้ากัน แล้วก็พูดขึ้นมาว่า "ทำไมพวกเราไม่เจอพี่วิภว์ให้เร็วกว่านี้~ ~ ~ ~" การพูดคุยกับพี่วิภว์เป็นไปอย่างดีมาก มีคำถามและคำแนะนำมากมายที่เป็นประโยชน์กับ afterword และที่สำคัญที่สุดคือ พี่วิภว์ยินดีที่จะเป็นที่ปรึกษาให้กับโครงการของเราด้วย!!!

Let afterword begin

candide ในบ่ายสดใสของวันศุกร์ที่พวกเราอยากจะลองทำอะไรสนุกๆ แทนการนั่งทำงานในร้านกาแฟทั่วๆไปอย่างสตาร์บัค ก็พอดีได้ยินเพื่อนฝูงพูดถึงร้านหนังสือเปิดใหม่ย่านคลองสานที่ชื่อ "ก็องดิด" "ทำโปรเจคหนังสือ ก็ไปนั่งทำงานที่ร้านหนังสือสิ!!" การเดินทางจากฝั่งสุขุมวิทไปฝั่งธนฯไม่ลำบากนัก แต่พอจะเข้าไปที่ร้านหนังสือ แม้จะถามแท็กซี่หรือแม่ค้าแถวนั้นก็ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ถึงอย่างนั้นเราก็มาถึงจนได้ และเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญ ที่วันนั้นเป็นวันที่นักเขียนหลายคนมาประชุมกันเรื่องงานสัปดาห์หนังสือปลายเดือนมีนาคม (จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นนักเขียน แต่ถามคนชงกาแฟว่าเขาๆเป็นใครและมาทำอะไรกัน?) หนึ่งในนักเขียนที่พวกเรารู้จักหน้าตา คือคุณปราบดา หยุ่น ตอนนั้นนึกถึงคติประจำใจหน่ึงหน่วยที่เอาไว้เตือนกันเอง โดยเฉพาะสำหรับการทำโปรเจคนี้ นั่นคือ "Move fast! and break things!"(เราเรียกสั้นๆว่า Breakfast!) ก็คือจะทำอะไรใหม่ๆก็ต้องกล้าๆหน่อยซี่~ (ที่มา: มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค) move หลังจากกำจัดความป๊อดแล้ว พวกเราจึงเข้าไปแนะนำตัวกับคุณปราบดา (ผ่านการแนะนำของน้องป่านคนงามเพื่อนอักษรฯของน้องสาม(รุ่นน้อง) ที่เป็นกองบก. A day bulletin) และลองเสนอแนวคิดของ afterword ให้เขาฟัง คุณปราบดาให้คำแนะนำต่างๆมากมาย เล่าให้ฟังถึงปัญหาต่างๆที่มีที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการทำโปรเจคของพวกเรา แต่รวมๆคือเขาก็ให้กำลังใจว่า น่าจะลองดู! โครงการ afterword ของพวกเรา คงจะพอมีหวังบ้างสินะ ^_^

อย่างนี้ต้องไปอาบน้ำ

 idea shower

ถ้าถามว่า มักคิดงานออกตอนไหนน่ะ เชื่อว่า จะได้คำตอบเหมือนๆกันหลายคนเลยว่า “ตอนอาบน้ำ” ไอเดียที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวแบบนี้ บางทีจะเกิดตอนขับรถทางไกล เดินเล่นไปมา หรือทำสวนถอนหญ้า ทำไมล่ะ? ก็เพราะในขณะนั้นๆ กิจกรรมทั้งทางสมองและทางกายเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน แต่เป็นกิจกรรมระดับต่ำ-ง่ายๆ ที่คุ้นเคยจึงทำให้เกิดความสบาย จดจ่อได้แต่ไม่เคร่ง และยาวนานพอที่จะทำให้ความคิดเลื่อนไหลต่อเนื่องไม่สะดุดกลางคัน และเป็นช่วงที่เราให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมภายนอกน้อยลงและมองกลับเข้ามาภายในตัวเองมากขึ้น John Kounios นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความคิดสร้างสรรค์กล่าวว่า สมองคนเราจะสะสมความจำได้แบบการผสมผสาน คือต้องมีจุดที่โยงใยกัน เช่น เราจำหน้าต่างได้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของตึก เราจำดวงดาวได้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้ายามค่ำ การเกิดไอเดียก็จะเกิดจากการโยงใยเชื่อมต่อ ถ้าเรามองในลักษณะที่เพ่งตรงไปเฉพาะเจาะจง การโยงใยจะหายไป ตัวอย่างเช่น หลังบ้านเราอาจจะมีก้อนอิฐกองพะเนินอยู่ เราเห็นมันทุกๆวันโดยไม่คิดว่าจะเอามาทำอะไร แค่รู้ว่ามีมันอยู่ แต่วันนึงในขณะกำลังอาบน้ำ สมองเราคิดเรื่อยเปื่อยไปถึงผลไม้ซึ่งน่ากินมากแต่ปอกยากเหลือเกิน ทันใดนั้นเอง เราก็คิดได้ขึ้นว่า น่าจะเอาอิฐเหล่านั้นมาทุบเปลือกผลไม้ออก ดูเหมือนจะเป็นไอเดียที่แย่ แต่ตัวอย่างนี้น่าจะทำให้พอนึกภาพออกว่า มันเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสองอันที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ เมื่อสมองอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า Default Mode Network เมื่อเราพยายามแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง สมองเราจะจำกัดตัวเองอยู่แค่ทางเลือกหนึ่งหรือสองสามทาง เหมือนกับล้อรถที่ตกหล่มอยู่ตลอดเวลา เป็นรูปแบบซ้ำๆกันอย่างนั้น แต่เมื่อเราพักจากการคิด รูปแบบการคิดเดิมๆที่เราเพิ่งคิดไป จะไม่มาครอบงำเราอีก ปัญหาที่เรามีอยู่จะไปผสมกับข้อมูลอื่นที่มีในหัว และเชื่อมโยงเกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ ยิ่งหากอยู่ในช่วงที่อารมณ์ดี ไม่รู้สึกพะวงอะไร จะยิ่งเกิดไอเดียได้มาก ความพะวงวิตกนั้นเกิดได้แม้กระทั่งเราคิดแค่ว่า ระหว่างนี้จะต้องจดบันทึกไอเดียไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะห้ามการจดบันทึกเลย เพียงแต่ต้องหาจังหวะดีๆ ให้เราอยู่ในสภาวะใต้ฝักบัวจริงๆ เช่นเรามักจะมีไอเดียดีๆเกิดขึ้นตอนเดินเล่น และตอนขับรถทางไกล บางทีก็จะรีบคว้าโทรศัพท์มาอัดเสียงตัวเอง หากใครมีไอเดียเกิดได้บ่อยตอนอาบน้ำ ก็อาจจะมีกระดาษกันน้ำเอาไว้ในห้องน้ำก็ได้ แล้วเราก็จะได้มี ยูเรก้าโมเมนท์ เหมือนอะคีมิดิสตอนอาบน้ำยังไงล่ะ! เรียบเรียงจาก: www.wired.com/2014/08/shower-thoughts